“ใครสอนเจ้าพูดเช่นนี้? อายุยังน้อยแต่กลับไม่รู้จักทำตัวให้ดี คันก้นอีกแล้วใช่หรือไม่?”
เซียวจิ่วเยวียนกัดฟันกรอด มองจิ่วจิ่วพลางยื่นมือหมายจะคว้าตัวนางมาฟาดสักที
จิ่วจิ่วคาดการณ์ล่วงหน้าถึงแผนของเขา ก่อนที่เขาจะลงมือ นางก็ออกวิ่งสุดฝีเท้า
ระหว่างวิ่งยังหันกลับมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา “จับไม่ได้หรอก จับไม่ได้หรอก… แบร่ ๆ…”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เด็กหญิงตัวน้อยที่ได้คืบจะเอาศอก วันนี้หากเขาไม่สั่งสอนนาง ตัวอักษรสามคำ ‘เซียวจิ่วเยวียน’ คงต้องเขียนกลับหัวแล้ว
เซียวจิ่วเยวียนหมุนรถเข็นไล่ตามจิ่วจิ่ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น โจวเสวียยินก็รีบร้องเรียกเขา “พี่จิ่วเยวียน ท่านจะทอดทิ้งข้าอีกครั้งจริงหรือ?”
ขณะเอ่ย น้ำตาใสกระจ่างสองสายก็ไหลรินจากหางตา
ทำให้นางดูอ่อนแอและน่าเวทนา
ชั่วขณะที่สายตาประสานกัน เซียวจิ่วเยวียนรู้สึกราวกับร่างกายกำลังจะหลุดพ้นจากการควบคุมของตนอีกครั้ง
ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม ยื่นมือไปหาโจวเสวียยิน ราวกับจะโอบกอดนาง
ทันใดนั้น เสียงผิวปากของจิ่วจิ่วก็ดังมาจากด้านหลัง “จูบกันเลย จูบกันเลย”
เสียงนั้นทำให้เลือดลมของเซียวจิ่วเยวียนพลุ่งพล่านขึ้นสู่ศีรษะ
สติพลันกลับคืน เขาทิ้งคำพูดไว้กับโจวเสวียยินว่า “พระสนมเสวีย ฐานะของเราต่างกัน ทั้งยังมิได้มีความสัมพันธ์อันใด ต่อไปอย่าพบกันตามลำพังอีกเลย”
กล่าวจบ เขาก็ไล่ตามจิ่วจิ่วไปโดยไม่หันกลับมามอง
ปากยังคงตำหนินาง “หยุดเดี๋ยวนี้ วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบ!”
ขาสั้น ๆ ของจิ่วจิ่ววิ่งฉิว แถมยังมีแรงเหลือพอจะหันกลับมาทำหน้าทะเล้นยั่วโมโหเขา
เซียวจิ่วเยวียนโกรธจนแทบคลั่ง ลืมโจวเสวียยินไปเสียสนิท
เมื่อกลับถึงตำหนักบูรพา จิ่วจิ่วก็หาที่ซ่อนตัว
