รุ่งเช้าวันถัดมา ทหารรักษาพระนครจำนวนมากพลันบุกเข้ามาในสถานีพักม้า
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดทหารรักษาพระนครจึงมากันมากมายเพียงนี้?”
“ไม่รู้สิ หรือในสถานีพักม้าจะซ่อนผู้ต้องหาคดีสำคัญไว้?”
“ชู่! อย่าพูด ระวังจะหาเรื่องใส่ตัว”
……
คนอื่น ๆ ในสถานีพักม้าต่างหดคอ พากันกระซิบกระซาบ
ยามนั้น ร่างสง่างามหล่อเหลาผู้หนึ่งก้าวออกมาจากหมู่ทหารรักษาพระนคร
“รออยู่ที่นี่ ข้าจะไปรับคนด้วยตนเอง”
เจียงเจวี๋ยกลับมายังถิ่นของตน บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน เขาทิ้งถ้อยคำไว้แล้วจึงเดินขึ้นชั้นบน
“ก๊อก ๆ ๆ……”
จิ่วจิ่วกำลังจะออกไปลิ้มลองอาหารเช้าของแคว้นเชียง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ผู้ใดหรือ?” จิ่วจิ่วเปิดประตู แล้วก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเจียงเจวี๋ย
“เป็นข้าเอง จวิ้นจู่น้อย……ไม่สิ บัดนี้ต้องเรียกท่านว่าองค์หญิงน้อยแล้ว”
“องค์หญิงน้อย ไม่พบกันเสียนาน!”
เจียงเจวี๋ยยิ้มจนดวงตาโค้ง ย่อตัวลงทักทายจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วเห็นเจียงเจวี๋ยแล้วก็ดีใจไม่น้อย
นางยื่นมือไปตบไหล่เจียงเจวี๋ยเบา ๆ พลางยิ้มตาหยี “เสี่ยวเจียงจื่อ ไม่เลว ยิ่งโตก็ยิ่งหล่อ ไม่เสียทีที่เป็นบ่าวของข้า มีสง่าราศีเหมือนข้าอยู่สองส่วนแล้ว”
เจียงเจวี๋ยไม่โกรธที่จิ่วจิ่วเรียกตนเป็นบ่าว กลับยิ้มอย่างเบิกบาน “การได้เป็นบ่าวขององค์หญิงน้อย นับเป็นเกียรติของข้า!”
“แน่นอนอยู่แล้ว” จิ่วจิ่วเลิกคิ้ว สีหน้าภาคภูมิใจ
เจียงเจวี๋ยยิ้มกว้างกว่าเดิม แล้วยื่นมือไปหาจิ่วจิ่ว “องค์หญิงน้อยผู้สูงศักดิ์ บ่าวของท่านมารับท่านไปงานเลี้ยงในพระราชวังแคว้นเชียง”
