ฝูเป่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาอย่างสุดกลั้น
คนที่ถูกเรียกว่าเด็กเหลือขอก็คือนาง คนที่ถูกสาดหมึกใส่จนเปรอะเปื้อนตั้งแต่หัวจรดเท้าก็คือนาง
คนที่ถูกจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ตำหนิก็ยังเป็นนาง
หากเป็นเด็กวัยสี่ขวบครึ่งทั่วไปถูกปฏิบัติเช่นนี้ คงร้องไห้โวยวายไปนานแล้ว
แต่ฝูเป่าไม่ทำเช่นนั้น
นางไม่เพียงไม่ร้องไห้งอแง ทั้งที่เปรอะเปื้อนหมึกไปทั้งตัวและใบหน้า ยังเอ่ยขอโทษจิ่วจิ่วว่า “พี่หย่งอาน ข้าขอโทษ ข้าพูดผิดไป ข้าขออภัยพี่หย่งอาน”
ท่าทางว่านอนสอนง่ายรู้ความเช่นนี้ ผู้ใดเห็นก็ต้องเอ่ยชมว่านางรู้จักกาลเทศะ
“ข้าใจกว้าง ให้อภัยเจ้าแล้ว” จิ่วจิ่วกล่าวอย่างใจกว้าง
จากนั้นก็วางท่าราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย อบรมฝูเป่าว่า “ถึงเจ้าจะเป็นเด็กเหลือขอ แต่เวลาพูดก็ต้องรู้จักประมาณตน หลังงานเลี้ยงรับญาติ ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้าล้วนเป็นตัวแทนราชวงศ์ จะทำให้ราชวงศ์ต้องอับอายเพราะเจ้าไม่ได้”
ฝูเป่าข่มกลั้นทั้งโทสะและความน้อยใจ ก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ขอบคุณพี่หย่งอานที่สั่งสอน ฝูเป่าจดจำไว้แล้ว”
กล่าวจบ นางก็หันไปมองจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ด้วยดวงตาแดงก่ำและสีหน้าราวกับถูกกลั่นแกล้ง
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กำลังจะตรัส ก็ได้ยินจิ่วจิ่วโยนความผิดมาให้ว่า “เสด็จปู่ ท่านรังแกเด็กได้อย่างไร? ดูนางสิ ร้องไห้แล้ว ต้องเป็นเพราะท่านทำให้นางตกใจแน่”
“เราน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้รู้สึกว่าตนออกจะมีเมตตาอยู่ไม่น้อย
จิ่วจิ่วพยักหน้าแรง ๆ “พระบารมีของเสด็จปู่ทำให้เด็กตกใจได้ รีบให้คนส่งนางกลับไปพักเถิด”
สิ้นเสียง จิ่วจิ่วก็ส่งสายตาให้เซียวจิ่วเยวียน
เซียวจิ่วเยวียนเดินผ่านจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ไป เรียกคนมาส่งฝูเป่ากลับ
