ยามพลบค่ำ ข่าวว่าฮ่องเต้แคว้นเชียงถูกพิษร้ายจนหมดสติไม่ได้สติ ก็แพร่สะพัดออกไป
ยามข่าวแพร่ออกมา เซียวจิ่วเยวียนเพิ่งกลับมาถึง กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นกับจิ่วจิ่ว
“ฝีมือเจ้างั้นหรือ?” เซียวจิ่วเยวียนเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย พลางมองจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วกลืนอาหารในปากลงไปก่อนเอ่ยว่า “อย่าใส่ร้ายคนดีสิ วันนี้ข้าไปวังหลวงเพื่อรักษาโรคให้ฮ่องเต้แคว้นเชียง เรื่องที่ฮ่องเต้แคว้นเชียงถูกพิษไม่เกี่ยวกับข้าสักนิด”
“มีคนวางยาพิษฮ่องเต้แคว้นเชียง บังเอิญข้าพบเข้า จึงช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย”
เซียวจิ่วเยวียนคีบเนื้อปลาให้จิ่วจิ่ว แล้วช่วยเลาะก้างออกอย่างใส่ใจ
เขาวางเนื้อปลาลงในชามของนาง พลางมองนางแล้วถามว่า “ฮ่องเต้แคว้นเชียงผู้นั้นใกล้สิ้นพระชนม์จริงหรือ?”
“ไม่จริงหรอก แค่ใช้เหยื่อล่อปลาเท่านั้น” จิ่วจิ่วยักไหล่ตอบ
เซียวจิ่วเยวียนไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย
เด็กคนนี้ดูเหมือนเอาแต่ใจ ทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่เกรงกลัวผู้ใด แต่แท้จริงแล้วนางจัดการเรื่องต่าง ๆ เป็นขั้นเป็นตอน ทั้งยังฉลาดยิ่งนัก
แผนแสร้งทำเป็นถูกพิษเพื่อล่อปลาในครานี้ของฮ่องเต้แคว้นเชียง เกือบแปดถึงเก้าส่วนคงเป็นความคิดที่เด็กคนนี้เสนอให้เขา
“เขายังถามข้าว่าเจียงเจ๋อกับเจียงเจวี๋ย ใครเหมาะจะเป็นไท่จื่อยิ่งกว่ากัน เจ้าคิดดูสิ ฮ่องเต้เฒ่านั่นน่าขันหรือไม่ ทำราวกับว่าหากข้าพูดแล้วเขาจะฟังข้าอย่างนั้นแหละ”
กล่าวจบ จิ่วจิ่วก็เบ้ปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เซียวจิ่วเยวียนตักน้ำแกงให้นาง ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “จิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นมิได้ป่วยจนสิ้นหนทางแล้วเที่ยวคว้าฟางช่วยชีวิตอย่างที่เจ้าคิด ที่ถามเจ้าเช่นนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อหยั่งท่าทีของเจ้า หรือกระทั่งท่าทีของข้า อีกด้านหนึ่งก็เพื่อใช้มุมมองของคนนอกเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ”
