“คุ้มกันฝ่าบาท! คุ้มกันฝ่าบาทเร็วเข้า!”
“ปกป้องฝ่าบาท!”
……
เงาร่างนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าไปหาจักรพรรดิจิ้นยวนตี้
ทว่ากลับถูกเงาร่างใหญ่โตดุจขุนเขานั้นถีบกระเด็นด้วยเท้าเดียว
“ฝ่าบาทระวัง!”
ทันใดนั้น เงาร่างเล็กจ้อยก็พุ่งเข้าไป ใช้ร่างกายปกป้องจักรพรรดิจิ้นยวนตี้
ชั่วพริบตา เงาร่างเล็กจ้อยนั้นก็ถูกชนกระเด็นไปพร้อมกับจักรพรรดิจิ้นยวนตี้
“ฝ่าบาท!”
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์พุ่งเข้าไป แต่ถูกงวงของเงาร่างใหญ่โตดุจขุนเขาสะบัดกระเด็น
“นี่มันตัวอะไรกัน เหตุใดจึงฟันแทงไม่เข้า?”
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ร้อนใจอย่างยิ่ง เขาไม่เคยพบสัตว์ดุร้ายที่ฟันแทงไม่เข้าเช่นนี้มาก่อน
จิ่วจิ่วเบิกตากว้าง ในใจตื่นตะลึงยิ่งนัก
“ว้าว ช้างตัวใหญ่ เท่เหลือเกิน!”
สัตว์ดุร้ายตัวนี้มีสี่ขาแข็งแรงราวกับเสา หูใหญ่ดุจพัด งวงยาว และมีงาขาวเรียวยาวคู่หนึ่ง
ที่แท้เป็นช้างยักษ์โตเต็มวัยตัวหนึ่ง
ดวงตาทั้งสองของจิ่วจิ่วเป็นประกาย จินตนาการว่าหากช้างตัวนี้เป็นพาหนะของนาง จะเท่เพียงใด
เซียวจิ่วเยวียนได้ยินคำพูดของนาง จึงถามเสียงเบาว่า “เจ้ารู้จักสัตว์ร้ายตรงหน้าหรือ?”
“รู้จักสิ ช้างไง! เอ๊ะ พวกท่านไม่รู้จักหรือ?” จิ่วจิ่วเห็นจากแววตาของเซียวจิ่วเยวียนว่าพวกเขาไม่รู้จักจริง ๆ
เมื่อเห็นสัตว์ร้ายกำลังอาละวาดทำร้ายผู้คนอย่างไร้ความปรานี เซียวจิ่วเยวียนจึงถามจิ่วจิ่วว่า “ในเมื่อเจ้ารู้จักสัตว์ร้ายตัวนี้ เช่นนั้นรู้หรือไม่ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ที่ใด?”
จุดอ่อนของช้างหรือ?
จิ่วจิ่วครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนกล่าวว่า “ช้างเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดบนบก ไม่ว่าจะเป็นพลังป้องกันหรือพลังโจมตีก็ล้วนร้ายกาจยิ่ง มีเพียงฝูงสิงโตหรือฝูงเสือเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับมันได้ แต่...”
