“ลั่วหมิงจูกับพระปีศาจวั่งเฉินเป็นพวกเดียวกันหรือ?”
“นี่ ลั่วหมิงจู เจ้าไปสมคบคิดกับพระปีศาจหรือไม่?”
“ถ้าไม่ได้สมคบคิด เหตุใดพระปีศาจถึงช่วยนางทุกเรื่อง?”
……
เสียงที่ดังมาจากรอบด้านทำให้สีหน้าของฝูเป่ายิ่งย่ำแย่ลงทุกขณะ
จิ่วจิ่วถามฝูเป่าด้วยสีหน้าฉงน “นั่นสิ คุณหนูเจ็ดตระกูลลั่ว เจ้าไปสมคบคิดกับพระปีศาจหรือไม่?”
“พวกเจ้ารังแกกันเกินไปแล้ว!” น้ำตาของฝูเป่าร่วงพรั่งพรู นางยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไป
ท่าทางนั้นราวกับนางได้รับความคับข้องใจอย่างใหญ่หลวง
ตลอดทั้งวันหลังจากนั้น ฝูเป่าก็ไม่กลับมาอีก
พอเลิกเรียนช่วงเช้า จิ่วจิ่วก็ถูกคนของรองเจ้าสำนักหลี่ปี้เรียกตัวไป
“รองเจ้าสำนัก ท่านเรียกข้ามามีธุระ…เอ๊ะ เหตุใดจึงเป็นท่าน?”
จิ่วจิ่วถูกคนของรองเจ้าสำนักหลี่ปี้เรียกไป ทว่าผู้ที่นางพบกลับเป็นราชครู
จิ่วจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ฮ่องเต้ชราน่าจะพูดอะไรบางอย่างกับราชครูแล้ว
อย่างน้อยต่อหน้าผู้อื่น ราชครูก็คงไม่มาหานางอีก
ดังนั้นเขาจึงอาศัยชื่อรองเจ้าสำนักหลี่เรียกนางมาพบ
“จวิ้นจู่เห็นข้าแล้วดูไม่ประหลาดใจเลย” ราชครูมองจิ่วจิ่ว พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปาก
จิ่วจิ่วไม่ประหลาดใจจริง ๆ นางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ เท้าคางด้วยมือข้างเดียวแล้วมองราชครู “ท่านอุตส่าห์ใช้ความคิดมากมายมาพบข้า มีจุดประสงค์อันใด?”
“ข้าขอบอกไว้ก่อน ข้าไม่เป็นหมูน้อยถุงเลือดหรอก”
ราชครูส่ายหน้า “จวิ้นจู่เข้าใจผิดแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าไม่เคยบอกว่าจะให้จวิ้นจู่เป็นผู้เลี้ยงกระบี่ศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์แคว้น”
ไม่เคยพูดหรือ?
จิ่วจิ่วนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง…แต่ก็นึกไม่ออก
