“ได้ยินหมดแล้วหรือ?”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทอดพระเนตรผู้ที่เดินออกมาจากหลังฉากกั้น
ผู้ที่เดินออกมาจากหลังฉากกั้นก็คือราชครู
ราชครูส่ายหน้าอย่างจนใจ “เหตุใดแม้แต่ฝ่าบาทก็ยังคิดว่ากระหม่อมจะทำร้ายจวิ้นจู่หย่งอานพ่ะย่ะค่ะ?”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ตรัสว่า “เรารู้ว่านี่มิใช่ความตั้งใจของเจ้า เจ้าเองก็ทำเพื่ออนาคตของมหาอาณาจักรฉี”
“แต่หย่งอานทำไม่ได้ ไท่จื่อไม่มีทางยินยอม”
ราชครูมองจักรพรรดิจิ้นยวนตี้แล้วกล่าวว่า “ที่กระหม่อมให้จวิ้นจู่หย่งอานไปยังหอชมดาว ก็เพื่อเรื่องอื่น มิใช่จะให้นางเป็นผู้เลี้ยงดูพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ไม่เชื่อ
แต่พระองค์มิได้ตรัสออกมาตรง ๆ กลับถามว่า “แล้วเหตุใดเมื่อครู่เจ้าจึงไม่ออกไปชี้แจงความจริงกับพวกเขาเสียแต่แรก ไท่จื่อมิใช่คนไร้เหตุผล”
ราชครูส่ายหน้า “กระหม่อมมีเหตุผลของกระหม่อมเอง ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทอดพระเนตรราชครูอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตรัสว่า “เช่นนั้นเรื่องนี้เราก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ความหมายก็คือพระองค์จะไม่ช่วยราชครูกดดันไท่จื่อ
ราชครูมิได้แปลกใจกับผลลัพธ์เช่นนี้
เขาไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อ
กลับถามจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ถึงเรื่องการประลองระหว่างสี่สำนักใหญ่ “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อไม่นานมานี้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นระหว่างสี่สำนักใหญ่ ฝ่าบาทจะทรงเล่ารายละเอียดในเวลานั้นให้กระหม่อมฟังได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“หืม? เจ้าพบสิ่งใดหรือ?” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทรงทราบว่าโดยปกติราชครูไม่ถามไถ่เรื่องเช่นนี้
หากถามขึ้นมา ย่อมมีเหตุอื่น
ราชครูมิได้ตอบคำถามจักรพรรดิจิ้นยวนตี้อย่างชัดเจน กลับเอ่ยถามรายละเอียดในเวลานั้นอีกครั้ง
