“ชาวบ้านอย่างพวกเราเอ๋ย ช่างมีความสุขเหลือเกินเอ๋ย...”
จิ่วจิ่วซึ่งเพิ่งได้ขุนพลกล้าเพิ่มมาใต้บัญชา อารมณ์ดีจนฮัมเพลงขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงเล็กนุ่มนิ่มของนางร้องเพลงไร้สาระเช่นนี้ เซียวจิ่วเยวียนก็ทนไม่ไหว เอ่ยขัดขึ้นว่า “เจ้าร้องเพลงอะไรกันนี่?”
“ก็ร้องเพลงน่ะสิ ไพเราะหรือไม่? รู้สึกหรือไม่ว่าบทเพลงเช่นนี้มีเพียงบนสรวงสวรรค์ มนุษย์ยากจะได้ยินสักกี่ครา?” จิ่วจิ่วกะพริบตากลมโตแวววาวถามเขา
มุมปากเซียวจิ่วเยวียนกระตุกสองครั้ง
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ดูท่าการส่งเจ้ามาเรียนที่สำนักศึกษาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพียงไม่กี่วัน วาจาของเจ้าก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมแล้ว”
จิ่วจิ่วกลอกตา ถือเสียว่าไม่ได้ยินคำเหน็บแนมของเขา
“เจ้าตามข้ามาทำไม? มิใช่มีธุระของตนต้องไปจัดการหรือ จงไปทำธุระของเจ้า อย่าตามข้ามา” จิ่วจิ่วถลึงตาใส่เขา ก่อนขับไล่อย่างกระฟัดกระเฟียด
เซียวจิ่วเยวียนพยักหน้า “ข้ามีธุระ ต้องจากไปชั่วครู่ เจ้าอย่าวิ่งซน หากมีเรื่องก็ร้องเรียกคนเสียงดัง ชิงอู๋กับคนอื่น ๆ ล้วนคอยคุ้มครองเจ้าอยู่ในเงามืด”
ก่อนจากไป เซียวจิ่วเยวียนยังคงกำชับจิ่วจิ่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จิ่วจิ่วไล่เขาอย่างรำคาญ “เจ้าไปเสียทีเถิด พูดจู้จี้ราวกับหญิงชรา”
“มีเพียงเจ้าที่รำคาญว่าข้าพูดมาก” น้ำเสียงเซียวจิ่วเยวียนแฝงความน้อยใจอยู่หลายส่วน
คนอื่นล้วนปรารถนาให้เขาเอ่ยปากให้มาก พูดอีกสักหลายคำ
แต่นางกลับรังเกียจว่าเขาจู้จี้
หลังเซียวจิ่วเยวียนจากไป จิ่วจิ่วก็ไปชมการประลองของสำนักศึกษาต่อ
จะว่าไปแล้ว
สำนักไท่ชูได้เป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ย่อมมีฝีมืออยู่บ้างจริง ๆ
