ยามราตรี หอหมื่นบุปผาคือสถานที่ที่ครึกครื้นที่สุดในทั่วทั้งเมืองหลวง
ภายในหอมีแสงโคมไหวระริก เสียงเพลงขับขานและระบำร่ายรำอันรื่นเริง
ในห้องส่วนตัวชั้นสอง จิ่วจิ่วจ้องนางคณิกาเอกที่กำลังร่ายรำอยู่บนเวที ดวงตาแทบไม่กะพริบ
ขาวจัง ใหญ่จัง...
“ชิงอู๋ ข้าอยากกินเชอร์รีในอ้อมแขนนาง” จิ่วจิ่วเอ่ยพลางมองนางคณิกาเอกตาเป็นประกาย
แก้มของชิงอู๋แดงเรื่อ ลอบคิดในใจว่า ข้าก็อยากเหมือนกัน
แต่ปากกลับเอ่ยเตือนว่า “จวิ้นจู่น้อย โปรดระวังวาจา หากองค์ชายทรงทราบเข้า พระองค์คงลงโทษให้ท่านคัดหนังสืออีกเป็นแน่”
พอได้ยินคำว่าคัดหนังสือ ข้อมือของจิ่วจิ่วก็เจ็บขึ้นมาทันที
นางถลึงตามองชิงอู๋ “หากยังกล้าเอ่ยถึงเจ้าคนชวนหมดสนุกผู้นั้นอีก ข้าจะให้เสี่ยวฮุยกัดเจ้าเสีย”
“จี๊ด ๆ ๆ...”
เสี่ยวฮุยนอนหมอบอยู่บนศีรษะจิ่วจิ่ว แยกเขี้ยวขู่ชิงอู๋
มุมปากชิงอู๋กระตุกสองสามครั้ง
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนายกองแนวหน้าที่ศัตรูในสนามรบได้ยินชื่อก็หวาดผวา ใครจะคิดว่าวันนี้กลับตกต่ำถึงขั้นถูกหนูตัวหนึ่งข่มขู่
“เอ๊ะ ชิงอู๋ ข้าอยากให้เขาปอกองุ่นให้ข้า” จิ่วจิ่วชี้ไปยังเด็กหนุ่มชุดแดงคนหนึ่งด้านล่าง
ชิงอู๋มีสีหน้าลำบากใจ
เขายังไม่ทันเอ่ยปาก จวิ้นจู่น้อยของเขาก็หยิบถ้วยชาบนโต๊ะขว้างใส่เด็กหนุ่มผู้นั้นแล้ว
“จวิ้นจู่น้อย...” ชิงอู๋คิดจะห้าม แต่ก็สายเกินไป
ถ้วยชาไม่ได้กระแทกศีรษะเด็กหนุ่มชุดแดง
เขายื่นมือรับเอาไว้ได้
“คุณชาย นายท่านของข้าเชิญคุณชายขึ้นไปสนทนาด้วยขอรับ” ชิงอู๋ฝืนใจประสานมือกล่าวกับเด็กหนุ่มชุดแดง
เด็กหนุ่มชุดแดงเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจิ่วจิ่วกำลังเท้าคางมองลงมา พลางโบกมือเรียกเขา
เพียงชั่วพริบตา นางก็ถูกชิงอู๋หิ้วกลับเข้าไป
“จวิ้นจู่น้อย ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะไม่ให้ผู้ใดรู้ว่าข้าพาท่านมาหอหมื่นบุปผา” ชิงอู๋เอ่ยลอดไรฟัน
