ตายแล้วหรือ?
ทุกคนต่างตะลึงงัน
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้เองก็ชะงักไปเช่นกัน
จากนั้นความโกรธเกรี้ยวพลันปะทุขึ้นอย่างท่วมท้น
ทรงกริ้วที่เฉิงซงผิงบังอาจถึงเพียงนี้ และยิ่งทรงกริ้วแผนการอำมหิตของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเฉิงซงผิง
“ท่านเสนาบดีฟ่าน เรื่องนี้มอบให้กรมพระอาญาสิทธิ์ของท่านสืบสวน ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด!” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ตรัสด้วยพระสุรเสียงเกรี้ยวกราด
ใต้เท้าฟ่านเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก รู้ดีว่านี่เป็นเผือกร้อน แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“กระหม่อมรับพระบัญชา” ใต้เท้าฟ่านเอ่ยรับปาก ทว่าในใจกลับขมขื่นยิ่งนัก
“ตาย...ตายแล้วหรือ? ลูกข้าตายอย่างน่าเวทนาเหลือเกิน!” ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงกุมอก ร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะหมดสติไป
ฮูหยินเฉิงเองก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ กอดบุตรชายของตนพลางร่ำไห้ไม่หยุด
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทอดพระเนตรภาพนั้น แล้วทรงยกพระหัตถ์นวดหว่างพระขนง ก่อนตรัสว่า “ส่งศพแม่ทัพเฉิงกลับจวนแม่ทัพ จัดการฝังให้เรียบร้อย”
แต่กลับมิได้ตรัสถึงการจัดการดูแลคนในจวนแม่ทัพแม้แต่น้อย
บังอาจวางแผนเล่นงานไท่จื่อ หลอกลวงเบื้องสูง โทษที่ตระกูลเฉิงยังไม่ถูกประหารล้างตระกูลก็นับว่าพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแล้ว
หลังส่งคนตระกูลเฉิงออกไป จักรพรรดิจิ้นยวนตี้จึงตรัสถามเซียวจิ่วเยวียน “ไท่จื่อคิดเห็นเช่นไรต่อการตายของแม่ทัพเฉิง?”
“ไม่มีความเห็น” เซียวจิ่วเยวียนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
ถึงกับหาวออกมาครั้งหนึ่ง
ท่าทางไม่ใส่ใจอะไรสักอย่างของเขาทำให้จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กริ้วจนเพลิงโทสะลุกโชน
“นั่นเจ้าทำท่าทีอะไร?” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กำลังจะตรัสอบรมเซียวจิ่วเยวียนยืดยาว
ยังมิทันได้เริ่ม จิ่วจิ่วก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “นั่นสิ เสี่ยวเยวียนจื่อ เจ้าทำท่าทีอะไรอยู่? เสด็จปู่ อย่าทรงกริ้วเลย เขายังหนุ่มเลือดร้อน ไม่รู้ความ พวกเราก็ให้อภัยเขาเถิด”
