“คนข้างในฟังให้ดี พวกเจ้าถูกล้อมไว้หมดแล้ว หากกล้าขัดขืน ฆ่าไม่ละเว้น!”
“ข้าจะนับถึงสาม หากยังไม่ยอมจำนน วันนี้ก็ถึงคราวตายของพวกเจ้า”
……
คนด้านนอกยังคงกล่าววาจาโอหัง ข่มขู่จิ่วจิ่วกับคนอื่น ๆ ไม่หยุด
เขานับได้เพียงหนึ่ง ประตูห้องก็เปิดออก
“อย่า อย่าลงมือ!”
จิ่วจิ่วยกมือข้างหนึ่งขึ้น อีกมือจูงเซียวจิ่วเยวียนที่สีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับซับซ้อนเดินออกมา
“อย่าลงมือ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกัน”
จิ่วจิ่วออกแรงดึงเซียวจิ่วเยวียนให้เดินไปข้างหน้า พลางลอบบ่นในใจ
เสี่ยวเยวียนจื่อไม่รู้ความเอาเสียเลย ไม่รู้จักให้ความร่วมมือกับนาง
ช่างไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย กลับไปคงต้องอบรมเขาให้ดีเสียแล้ว
ผลประโยชน์มาส่งถึงที่แล้วยังไม่รู้จักคว้าไว้ ที่นางสอนเขาไปตั้งมากมาย คงลงท้องสุนัขไปหมดแล้วกระมัง?
“หึ นับว่าพวกเจ้ายังรู้จักประมาณตน บัดนี้ จงคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้! มิฉะนั้น อย่าคิดว่าจะมีชีวิตออกไปจากที่นี่ได้”
ขุนนางแคว้นเชียงผู้นั้นกอดอก สีหน้าเย่อหยิ่ง
ถึงกับกล้าพูดจาอวดดี สั่งให้เซียวจิ่วเยวียนกับจิ่วจิ่วคุกเข่าต่อหน้าเขา
“เจ้ารนหาที่ตาย!”
ใบหน้าเซียวจิ่วเยวียนเย็นเยียบ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ไม่เคยมีผู้ใดกล้าบังคับให้เขาคุกเข่า คนตรงหน้าช่างกล้าหาญถึงขั้นกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปแล้ว!
“เสี่ยวเยวียนจื่อ ใจเย็นก่อน อดทนอีกหน่อยนะ เชื่อฟังดี ๆ กินลูกกวาดสักเม็ดให้ใจเย็นลง...”
ผู้ชมยังมาไม่ครบ จะให้เสี่ยวเยวียนจื่อพังเวทีเสียก่อนไม่ได้
จิ่วจิ่วปีนขึ้นไปบนบ่าเซียวจิ่วเยวียนอย่างคล่องแคล่ว ล้วงลูกกวาดเมล็ดสนออกมายัดใส่ปากเขา
นางยัดลูกกวาดให้เขาไปพลาง ปลอบเขาราวกับปลอบเด็กไปพลาง
“ฮึ!” เซียวจิ่วเยวียนแค่นเสียงอย่างเย่อหยิ่ง แล้วเบือนหน้าหนี
