“ผิดตรงไหนหรือ?” จิ่วจิ่วนั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือของเซียวจิ่วเยวียน เอียงศีรษะถามย้อน
เซียวจิ่วเยวียนแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าลองคิดดูเอง”
จิ่วจิ่วเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หรือว่าเสี่ยวเยวียนจื่อกำลังโทษนางที่เข้าไปเที่ยวในวังโดยไม่ชวนเขา?
หรือเขากำลังโกรธที่ตอนนางเผาต้นหอมหมื่นลี้ที่พระสนมอวี๋ทรงรัก นางไม่ได้เรียกเขาไปด้วย?
หรือว่าเสี่ยวเยวียนจื่อคิดว่านางไม่ควรทิ้งหญิงงามอย่างพระสนมเซวียนไว้ในวัง ให้ฮ่องเต้เฒ่าย่ำยี และกำลังบอกเป็นนัยให้นางช่วยเขาแย่งสตรีของบิดา?
โธ่เอ๊ย มีตั้งหลายเรื่อง จิ่วจิ่วไม่รู้ควรพูดเรื่องไหนดี
“ยังคิดไม่ออกอีกหรือ?” เสียงเย็นเยียบของเซียวจิ่วเยวียนดังขึ้นข้างหูนาง
จิ่วจิ่วลองหยั่งเชิงถาม “ท่านโกรธที่ข้าไปฟังเรื่องชาวบ้านโดยไม่ชวนท่านหรือ? ข้าไม่ได้ตั้งใจไม่เรียกท่านเสียหน่อย ใครจะรู้ว่าพระสนมอวี๋จะนัดพบชายอื่นกลางดึก ทั้งยังมีเรื่องหลุดออกมาว่านางจงใจทำให้พระมารดาขององค์ชายสิบสองสิ้นพระชนม์ เพื่อจะได้เลี้ยงดูองค์ชายสิบสอง ข้าก็บังเอิญได้ยินเรื่องนี้มา หากท่านโกรธเพราะเรื่องนี้ ข้าก็ช่วยไม่ได้แล้ว”
ประโยคสุดท้ายนั้น เป็นคำพูดแบบบุรุษไร้ความรับผิดชอบอย่างแท้จริง
จิ่วจิ่วยังยกมือสองข้างขึ้นแบออกอย่างเห็นภาพ
ท่าทางนั้นช่างเหมือนบุรุษไร้ความรับผิดชอบที่สวมกางเกงแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียจริง
เซียวจิ่วเยวียนหรี่ตา “ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ?”
“พระสนมอวี๋ตรัสเองกับปาก จะมีเรื่องเท็จได้อย่างไร?” จิ่วจิ่วส่งเสียงฮึดฮัดสองที แล้วปรายตามองเขาราวกับจะถามว่าเหตุใดจึงทำหน้าตาตื่นราวกับไม่เคยพบเห็นโลกมาก่อน
