“อมิตาภพุทธ! จวิ้นจู่ตรัสล้อเล่นแล้ว อาตมาอยู่เพียงลำพัง จะหยดเลือดพิสูจน์ความเป็นญาติได้อย่างไร แล้วจะพิสูจน์กับผู้ใดเล่า?”
ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินประสานมือ เอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าแล้วกล่าวขึ้น
จิ่วจิ่วยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ ท่าทางไร้พิษภัย ทว่าคำพูดกลับทำให้ผู้ฟังแทบกระอัก
“ไม่เป็นไรหรอก เล่นสนุกกันเท่านั้น มิได้ทำให้ท่านขาดเนื้อไปสักชิ้น”
“บางทีอีกประเดี๋ยวอาจช่วยให้ท่านได้รู้จักบิดาสักหลายคนก็ได้นะ!”
แววโกรธวาบผ่านดวงตาของท่านพระอาจารย์วั่งเฉิน
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความหมายดูหมิ่น
ไม่ต่างจากยกเท้าขึ้นมาเหยียบหน้ากันตรง ๆ
หากเป็นที่อื่น เขาคงฉีกคนตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว
แต่ยามนี้ทำเช่นนั้นไม่ได้
“จวิ้นจู่ตรัสล้อเล่นแล้ว” ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินข่มโทสะกล่าว
จิ่วจิ่วส่ายหน้าพลางยิ้มตาหยี “ใครบอกว่าล้อเล่นเล่า? ข้าพูดจริงต่างหาก”
จากนั้นนางก็สั่งให้คนนำชามน้ำสะอาดมาไว้ตรงหน้าท่านพระอาจารย์วั่งเฉิน บังคับให้เขาหยดเลือดลงไป
หลังหยดเลือดแล้ว ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินจ้องจิ่วจิ่วเขม็ง
ราวกับต้องการมองให้ออกว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่
ทว่าเห็นจิ่วจิ่ววิ่งไปกระซิบข้างพระกรรณจักรพรรดิจิ้นยวนตี้สองสามคำ
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ขมวดพระขนง มองจิ่วจิ่วอย่างไม่เข้าใจ
จากนั้นจึงตรัสสั่งเสียงเบาสองสามคำ
ไม่นานนัก ขันทีใหญ่ก็กลับมา
ด้านหลังเขามีขันทีน้อยติดตามมาด้วยคนหนึ่ง
ขันทีน้อยถือถาดใบหนึ่ง บนถาดวางจานเล็กอยู่หลายใบ
ในจานเล็กแต่ละใบมีเลือดสีแดงสด
ต่อหน้าทุกคน จิ่วจิ่วหยดเลือดในจานเล็กลงไปในชามน้ำที่ใช้พิสูจน์สายเลือดของท่านพระอาจารย์วั่งเฉินทีละหยด
