ยามนี้ ด้านนอกสำนักไท่ชูคึกคักเป็นพิเศษ
รถม้าหลายคันจอดอยู่หน้าสำนักไท่ชู บัณฑิตหนุ่มหลายคนยืนอยู่ข้างรถม้า สายตาจับจ้องป้ายสำนักไท่ชูเป็นประกาย
ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มีบุรุษวัยกลางคนสองคนยืนอย่างสง่าผ่าเผย
บุรุษวัยกลางคนทั้งสองยืนประจันหน้ากับรองเจ้าสำนักลวี่ ลวี่อวิ๋นผิง
เจ้าสำนักหูออกท่องยุทธภพยังไม่กลับมา กิจธุระทั้งปวงในสำนักไท่ชูจึงอยู่ในความดูแลของลวี่อวิ๋นผิง ผู้เป็นรองเจ้าสำนัก
“อาจารย์หาน พวกท่านหมายความเช่นไร? ยังไม่ถึงกำหนดการประลองใหญ่ของสำนักศึกษา ท่านกลับพาบัณฑิตมาถึงสำนักไท่ชูของข้า หรือคิดจะมาท้าทายสำนักไท่ชู?”
รองเจ้าสำนักลวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่เปิดช่องให้ผู้ใดท้าทาย
บุรุษวัยกลางคนที่ลวี่อวิ๋นผิงเรียกว่าอาจารย์หาน มีนามว่าหานซง เขาส่ายหน้ากล่าวว่า “รองเจ้าสำนักลวี่เข้าใจผิดแล้ว พวกเรารุดมาจากแดนไกลนับพันลี้เพื่อเยี่ยมเยือนสำนักไท่ชู ไฉนจะมีใจคิดท้าทายได้?”
“เพียงแต่การประลองใหญ่ของสำนักศึกษาที่จัดขึ้นทุกสี่ปีนั้นห่างกันนานเกินไป หลังจากสำนักอีกสามแห่งหารือกันแล้ว เห็นว่าควรเปลี่ยนกำหนดการประลองใหญ่จากทุกสี่ปีเป็นปีละครั้ง รองเจ้าสำนักลวี่เห็นว่าอย่างไร?”
ลวี่อวิ๋นผิงขมวดคิ้ว “เปลี่ยนกำหนดการประลองใหญ่ของสำนักศึกษาหรือ? เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดแจ้งสำนักไท่ชูของข้าล่วงหน้า?”
“อีกทั้งกำหนดการประลองใหญ่ของสำนักศึกษาเป็นสิ่งที่บรรพชนกำหนดไว้ ไฉนพวกเราจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย?”
ความหมายของเขาชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย
แต่หานซงกลับทำราวกับฟังไม่เข้าใจ พลางยิ้มกล่าวว่า “บางทีรองเจ้าสำนักลวี่อาจตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้ เช่นนั้นเชิญเจ้าสำนักหูออกมา แล้วพวกเราค่อยหารือกันให้ดีเถิด”
