คนเหล่านั้นพาจิ่วจิ่วฝ่าตรอกแคบแห่งหนึ่งไป แล้วขึ้นรถม้าคันหนึ่ง
คนที่หลอกจิ่วจิ่วไปก่อนหน้าว่ารู้จักบิดาของนาง เกรงว่านางจะเกิดความสงสัยแล้วโวยวายขึ้นมา จึงยังหลอกต่อไปว่า “พวกเราจะพาเจ้าไปหาบิดาของเจ้าเดี๋ยวนี้”
“อืม อืม” จิ่วจิ่วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เกรงว่าคนเหล่านี้จะไม่พานางไปหาสมบัติล้ำค่า จิ่วจิ่วจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีว่า “ท่านพ่อของข้าไม่เชื่อฟังเลย วิ่งเตลิดไปทั่ว ยังต้องรบกวนท่านอาพาข้าไปหา กลับไปแล้วข้าจะต้องสั่งสอนเขาเป็นแน่”
คนที่หลอกจิ่วจิ่วขึ้นรถม้า: ?
แม้รู้สึกว่าจะแปลกอยู่ตรงหนใดสักแห่ง แต่เด็กหญิงน้อยผู้นี้แสนรู้เชื่อฟัง ย่อมช่วยลดความยุ่งยากให้พวกเขาได้หลายประการ
รถม้าออกจากนครหลวง เดินทางไปอีกนานหลายชั่วยาม จึงถึงยังหมาย
“ถึงแล้ว” รถม้าหยุดลง จิ่วจิ่วโผล่หัวออกมาจากรถม้า
ทันใดนั้นมือข้างหนึ่งก็หิ้วตัวนางขึ้นมา “เด็กน้อยผู้นี้น่ารักนัก ขายได้ราคาดีแน่ เจ้าสาม ทำได้ดีมาก”
จิ่วจิ่วเงยหน้ามองผู้ลากตัวนาง เป็นชายร่างสูงใหญ่แข็งแรง เคราขนครึ้มประดับทั้งแก้ม
กลิ่นเหล้าโชยออกมาจากตัวเขา ปนกับกลิ่นคาวเลือดบนตัว รมจนคนคลื่นไส้
“พี่ใหญ่ เด็กน้อยผู้นี้หัวไม่ค่อยฉลาด จะมีผลเสียหรือไม่?” เจ้าสามชี้ไปที่หัวของจิ่วจิ่ว กล่าวด้วยความกังวล
ใครกันที่ว่าหัวไม่ฉลาด?
จิ่วจิ่วโกรธจนเตะขาสูงกลางอากาศ แล้วถีบเข้าที่หน้าเจ้าสามเต็มแรง
“โอ๊ย... พี่ใหญ่ นางเตะข้า” เจ้าสามเอามือกุมหน้าฟ้อง
พี่ใหญ่ยกมือขึ้นจะสั่งสอนจิ่วจิ่ว แต่ถูกจิ่วจิ่วต่อยเข้าที่จมูก กระดูกสันจมูกหัก เลือดกำเดาไหลพรั่งพรู
“จมูกข้า...” พี่ใหญ่เอามือทับจมูก ปวดจนย่อตัวลงกับพื้น
“จับนาง!”
