“หม่อมฉันคารวะองค์หญิงใหญ่เพคะ”
องค์หญิงใหญ่หันกลับไป ก็เห็นไป๋เสี่ยวหนิงยืนอยู่ตรงหน้า
นางคล้ายรู้ฐานะของไป๋เสี่ยวหนิงอยู่ก่อนแล้ว จึงเอ่ยว่า “นั่งเถิด”
“ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่เพคะ”ไป๋เสี่ยวหนิงนั่งลงข้างองค์หญิงใหญ่
จากนั้นองค์หญิงใหญ่ก็เอ่ยขึ้นก่อนที่ไป๋เสี่ยวหนิงจะทันพูดว่า “หลายปีมานี้เจ้าอาศัยอยู่ทางใต้ ไม่เคยคิดกลับเมืองหลวงบ้างหรือ”
ไป๋เสี่ยวหนิงก้มหน้า น้ำเสียงเจือสะอื้นอยู่หลายส่วน “หลายปีมานี้หม่อมฉันเลอะเลือนสับสน พี่ชายไม่กล้าปล่อยให้หม่อมฉันกลับมายังเมืองหลวงอันเป็นสถานที่ชวนให้ปวดใจ เกรงว่าจะสะเทือนใจจนหม่อมฉันทำเรื่องโง่เขลาอีก”
“แล้วเหตุใดครานี้เจ้าจึงกลับมา? ผู้ใดบอกเรื่องจิ่วจิ่วแก่เจ้า?”องค์หญิงใหญ่ดูคล้ายกำลังสนทนาเรื่อยเปื่อย ทว่าแท้จริงแล้วคอยสังเกตสีหน้าของไป๋เสี่ยวหนิงอยู่ตลอด
นางพบว่า ยามไป๋เสี่ยวหนิงตอบคำถามก่อนหน้านี้ ล้วนเปี่ยมความจริงใจและเผยความรู้สึกออกมาอย่างแท้จริง
แต่ครั้นถามไป๋เสี่ยวหนิงว่าใครบอกเรื่องจิ่วจิ่วแก่นาง กลับลังเลอยู่เล็กน้อย
แม้จะตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและตอบโต้ได้อย่างคล่องแคล่ว
แต่องค์หญิงใหญ่ก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างเฉียบคม
“ครานี้เจ้ากลับมา ตั้งใจจะอยู่ตำหนักบูรพาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนจิ่วจิ่วจนเติบใหญ่หรือ?”องค์หญิงใหญ่ถามอีกครั้ง
ไป๋เสี่ยวหนิงมิได้ตอบตรงๆ กลับย้อนถามองค์หญิงใหญ่ว่า “หม่อมฉันยังมิทันได้แสดงความยินดีที่องค์หญิงใหญ่ทรงพระครรภ์ พระประสงค์ที่ทรงปรารถนามาหลายปีสมดังใจแล้ว นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งเพคะ”
องค์หญิงใหญ่ยื่นมือแตะหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อย แววตาและคิ้วปรากฏความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“ใช่แล้ว ความปรารถนาที่มีมาหลายปี ในที่สุดก็สมดังใจ เปิ่นกงยินดีนัก”
