รอยยิ้มบนใบหน้าหรงเจียวเจียวชะงักค้าง
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงได้สติแล้วหันไปมองจิ่วจิ่ว
นางฝืนยิ้มอย่างยากเย็น ก่อนกล่าวว่า “ทูลจวิ้นจู่ ข้าเป็นบุตรีสายตรงของภรรยาเอกแห่งเรือนใหญ่ เป็นพี่สาวฝาแฝดร่วมมารดากับน้องชายเจ้าค่ะ”
“ท่านเป็นพี่สาวฝาแฝดของพี่ชายอู๋ซินหรือ? แต่พวกท่านหน้าตาไม่เหมือนกันสักนิด พี่ชายอู๋ซินมีตาสองชั้น ท่านมีตาชั้นเดียว เขาจมูกโด่ง ท่านจมูกแบน ใบหน้าเขาเรียวเล็ก ส่วนใบหน้าท่านกลมใหญ่ ตั้งแต่เส้นผมจรดขนหน้าแข้ง พวกท่านไม่มีตรงไหนเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย”
จิ่วจิ่วกล่าวด้วยความตกตะลึง น้ำเสียงดังขึ้นหลายส่วน
กล่าวจบ นางก็อธิบายต่ออีกประโยค “อย่าคิดมาก ข้าไม่ได้หมายความว่าท่านอัปลักษณ์”
ใบหน้าของหรงเจียวเจียวเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวม่วง สีหน้าช่างหลากหลายยิ่งนัก
“ท่านโกรธแล้วหรือ?” จิ่วจิ่วถามย้ำ
ยามนี้หรงเจียวเจียวรู้สึกราวกับถูกถอดเสื้อผ้าจนหมดแล้วโยนไว้กลางแดด มีผู้คนมากมายรายล้อมจับจ้อง
ความอัปยศอันหนักอึ้งถาโถมกลืนกินนาง
นางทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงยกมือปิดหน้า หันหลังวิ่งหนีไป
จิ่วจิ่วยังตะโกนไล่หลัง “ท่านวิ่งหนีทำไม? เหตุใดต้องร้องไห้ด้วย?”
“ฮือ ๆ ๆ...” สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงร้องไห้ของหรงเจียวเจียวที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
จิ่วจิ่วส่ายหน้า ถอนหายใจพลางกล่าวด้วยท่าทางแก่แดดว่า “เฮ้อ คนหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างใจร้อนนัก ฟังความจริงเพียงนิดก็ไม่ได้เสียแล้ว”
ผู้คนรอบข้างได้ยินแล้วมุมปากกระตุกอยู่หลายครั้ง
ในใจต่างคิดว่า นางแทบจะชี้หน้าคุณหนูผู้นั้นแล้วบอกว่าอัปลักษณ์อยู่รอมร่อ ยังไม่ยอมให้นางร้องไห้อีกหรือ?
