“รู้อยู่แล้วยังถามอีก? หัดคิดให้รอบคอบเสียบ้าง เจ้ามองเขาเป็นน้องสาว แต่นางกลับมองเจ้าเป็นถุงเลือด” จิ่วจิ่วเห็นประกายบนศีรษะของคุณหนูลั่วห้าหม่นแสงลง ก็อดรู้สึกเสียดายที่อีกฝ่ายไม่เอาไหนมิได้
นางกำชับแล้วกำชับอีก ให้คุณหนูลั่วห้าอยู่ห่างจากฝูเป่า อย่าเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่คำเดียว
ทว่านางไม่ยอมฟัง ดึงดันจะหาเรื่องใส่ตัว แล้วจะให้นางทำอย่างไรได้?
คำหวังดีนั้นยากจะช่วยคนที่รนหาที่ตาย
เทียบกับการทำตัวเป็นแม่พระแล้ว นางอยากรู้มากกว่าว่าหลังจากฝูเป่ารู้ว่าเซียวหงคิดว่าตนถูกหลอก และหลังจากเซียวหงผิดใจกับฝูเป่าแล้ว ฝูเป่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
จิ่วจิ่วจงใจเอ่ยถึงฝูเป่าต่อหน้าเซียวหง ก็เพื่อยุแยงให้ทั้งสองแตกคอกัน
แผนร้ายหรือ? ผิดแล้ว นั่นต่างหากคือกลอุบายอันเปิดเผยโจ่งแจ้งของนาง
อีกด้านหนึ่ง เซียวหงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
วันนี้เขาไม่เพียงไม่ได้กินเนื้อแพะ ยังกลับต้องแปดเปื้อนกลิ่นคาวติดตัวอีกด้วย
ลั่วหมิงจูมิใช่ส่งคนมาบอกว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาแล้วหรือ?
เหตุใดเซียวจิ่วจิ่วจึงบังเอิญไปปรากฏตัวที่หอจุ้ยเซียนได้?
แม้แต่เวลาก็ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน
หากบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แม้แต่เซียวหงเองก็ยังไม่เชื่อ
หรือว่าที่เซียวจิ่วจิ่วพูดจะเป็นความจริง ลั่วหมิงจูวางแผนเล่นงานเขาจริงๆ?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้อีก
ประจวบกับลมพัดม่านรถม้าเปิดออก เซียวหงจึงเห็นเงาร่างคุ้นตาสายหนึ่ง
หืม?
นั่นมิใช่...
เซียวหงหรี่ตาลง แล้วสั่งให้สารถีหยุดรถม้าทันที
รถม้าหยุดลงปุ๊บ เขาก็กระโดดลงจากรถไล่ตามเงาร่างนั้นไป
จากนั้นก็เห็นเงาร่างคุ้นตาอีกสองสาย
เหตุใดคู่สามีภรรยาองค์หญิงใหญ่จึงมาพบลั่วหมิงจูเป็นการส่วนตัว?
