“จับเจ้าได้แล้ว!”
จิ่วจิ่วประคองกำไลที่ลั่วหมิงจูส่งมาให้ แสงสีทองริบหรี่ส่องวูบวาบอยู่ในดวงตา
ขณะที่จิ่วจิ่วเอ่ย ภายในกำไลคล้ายมีบางสิ่งกำลังจะพุ่งออกมา
ทว่า สิ่งนั้นยังไม่ทันออกจากกำไล ก็ถูกแสงสีทองที่วาบผ่านขวางกลับเข้าไปเสียก่อน
“คิดหนีหรือ?”
มุมปากจิ่วจิ่วยกขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดีที่จับเหยื่อได้
“เจ้ากำลังพูดกับผู้ใด?” ลั่วหมิงจูถามจิ่วจิ่วขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อครู่จู่ ๆ นางก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด
ราวกับกำลังจะสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญยิ่งไป
ความรู้สึกสับสนและทำอะไรไม่ถูกเช่นนั้นทำให้นางหวั่นใจยิ่งนัก
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
เมื่อได้ของมาแล้ว ลั่วหมิงจูก็หมดประโยชน์
จิ่วจิ่วจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับนางอีก
นางหันไปบอกเซียวจิ่วเยวียนทันทีว่า “เสี่ยวเยวียนจื่อ พวกเขายกให้เจ้าจัดการ ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ ไม่มีเวลามายุ่งกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”
กล่าวจบ นางก็ประคองกำไลหมุนกายหมายจะจากไป
เมื่อลั่วหมิงจูเห็นนางกำลังจะไป ก็รีบเอ่ยถามว่า “เจ้าจะไปที่ใด?”
จิ่วจิ่วไม่สนใจนางแม้แต่น้อย
จากปากซือหูหู นางเพิ่งรู้ว่าวิถีสวรรค์เองก็มีสิ่งที่ต้องเกรงกลัว
แม้วิถีสวรรค์ต้องการช่วยลั่วหมิงจู ก็ไม่อาจฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ได้
ยามนี้ จิ่วจิ่วต่างหากที่เป็นนางเอกของโลกในหนังสือเล่มนี้
เมื่อลั่วหมิงจูปราศจากรัศมีตัวเอก ก็ไม่อาจได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษจากวิถีสวรรค์อีก
วิถีสวรรค์จงใจช่วยลั่วหมิงจูอยู่ลับ ๆ หลายต่อหลายครั้ง เพื่อกลั่นแกล้งจิ่วจิ่ว
เพื่อไม่ให้ฝ่าฝืนกฎ วิถีสวรรค์จึงแบ่งเสี้ยววิญญาณออกมา ซ่อนไว้ข้างกายลั่วหมิงจู
นี่เป็นข้อสรุปที่นางกับซือหูหูวิเคราะห์กันอยู่ค่อนคืนกว่าจะได้มา
