ซูหลวนไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับหลินเหยียน ไม่ถึงขั้นชอบหรือเกลียด แต่พอเห็นหลินเหยียนเดินมาพูดอะไรแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยในตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นห่วงซ่งจิ่ง ทว่าฟังอย่างไรก็ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ
ซูหลวนหมดความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อหลินเหยียนไปทันที แต่ก็ไม่ได้ผลีผลามพูดอะไร เพียงหันไปมองซ่งจิ่ง
ซ่งจิ่งไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตา ท่าทางเกียจคร้านขณะลุกขึ้นเดินออกจากโรงอาหาร รัศมีรอบตัวทั้งแข็งแกร่งและเย็นชา
“หลินเหยียน น้องสาวเธอได้ยินที่เธอพูดเหมือนไม่ได้ยิน แล้วจะเดินจากไปแบบนี้เลยเหรอ”
หลินเหยียนกำขวดน้ำในมือแน่น ในใจแอบเคียดแค้น แต่สีหน้ายังคงอ่อนโยนนุ่มนวล “น้องสาวฉันเพิ่งย้ายจากเมืองยินหนิ่งมาไห่เฉิง ยังไม่คุ้นเคยกับอะไรที่นี่ ก็เลยยังไม่ค่อยกล้าเปิดใจ”
“อีกอย่าง แม่ฉันไม่ค่อยชอบน้องสาว เมื่อคืนเลยมีเรื่องขัดแย้งกันนิดหน่อย”
หลินเหยียนทิ้งคำพูดที่เปิดช่องให้จินตนาการไปต่าง ๆ นานาไว้ แล้วรีบตามซ่งจิ่งไป “น้อง เมื่อคืนแม่ทำไม่ถูก ฉันขอโทษแทนแม่ด้วยนะ น้องอย่า...อ๊าก!”
หลินเหยียนเดินเข้าไปใกล้ซ่งจิ่ง จู่ ๆ ก็ก้าวพลาดเซถอยหลัง น้ำในมือหกใส่ชุดนักเรียนของตัวเองจนเปียกชุ่ม
มองจากด้านหลังแล้วดูราวกับซ่งจิ่งผลักเธออย่างร้ายกาจ
“หลินเหยียน!” เพื่อนร่วมชั้นหญิงสองคนของหลินเหยียนรีบเข้ามาประคอง เด็กวัยนี้ต่างก็มีน้ำใจต่อเพื่อนเต็มเปี่ยม พวกเธอหันไปถลึงตาใส่ซ่งจิ่ง “เธอเป็นอะไรของเธอ หลินเหยียนพูดกับเธอดี ๆ ทำไมถึงลงไม้ลงมือ”
“นั่นสิ! ไม่มีมารยาทบ้างเลยหรือไง” เพื่อนหญิงอีกคนปากคอเราะร้ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด “มิน่าถึงมีเรื่องกับแม่ของหลินเหยียนที่บ้าน เป็นลูกนอกสมรสแท้ ๆ ยังวางอำนาจอีก ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง”
