“มีลูกทำกตัญญูต่อบิดามารดาแบบนี้ด้วยหรือ” เสิ่นเยว่หลิงเมินคำพูดที่เหลือไปเสียเฉย ๆ
ซ่งเสี้ยวอวี่เอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ชายาอวี้บอกข้าว่าบุญคุณของบิดามารดาหนักยิ่งขุนเขา ต้องเข้าไปคารวะยามเช้าและยามเย็น ห้ามเกียจคร้าน ผู้ใดขัดขวางข้า ผู้นั้นจงใจทารุณข้า ไม่ยอมให้ข้ากตัญญูต่อบิดาผู้ให้กำเนิด”
“ประกาศให้ทั่วจวนโหวรู้ไปเลยว่า คุณหนูตัวจริงอยากเป็นบุตรสาวกตัญญู แต่ผู้เป็นมารดากลับขัดขวางสุดชีวิต ท่านแม่รักความสะอาดมิใช่หรือ คงไม่ถึงกับเอาหน้าไปกวาดพื้นหรอกกระมัง”
เสิ่นเยว่หลิงรู้สึกมืดมนไปชั่วขณะ
ซ่งเสี้ยวอวี่กำลังจะไปทำกตัญญูอย่างยิ่งใหญ่จนฟ้าดินต้องประจักษ์
ก่อนจากไปยังไม่ลืมหันกลับมากำชับว่า
“ท่านแม่ต้องกินบะหมี่ที่ข้าทำให้หมดนะ หากไม่กิน ข้าคงเสียใจจนแทบสิ้นใจ มีเพียงเงินทองเท่านั้นที่จะชดเชยชีวิตที่ข้าสูญเสียไปได้”
มารดากับบุตรสาวขี้เหนียวทั้งคู่ ยอมให้ซ่งเสี้ยวอวี่ก่อเรื่องวุ่นวาย ยังไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อไถ่โทษ
นางถือชามพุ่งออกจากห้องครัว
ซ่งชิงฮวนเห็นความโกรธบนใบหน้าของเสิ่นเยว่หลิง ความอึดอัดที่อัดอั้นอยู่ในใจก็คลายลงไปบ้างในที่สุด
ซ่งเสี้ยวอวี่ทำให้มารดาขุ่นเคืองอย่างสิ้นเชิงแล้ว
คุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนคนหนึ่งบุกเข้าไปในเรือนของอนุ หากบังเอิญเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า บิดาก็คงโกรธด้วยเช่นกัน
ถึงตอนนั้น นางเพียงเติมเชื้อไฟอีกสองสามคำก็พอ
“บะหมี่ชามนี้จะทำอย่างไรดี”
“จะทำอย่างไรได้อีก หากไม่กิน พอนางกลับมาก็ต้องก่อเรื่องอีกแน่”
เสิ่นเยว่หลิงเดินไปนั่งข้างโต๊ะ หยิบตะเกียบขึ้นมา
เดิมทีนางตั้งใจจะกินส่ง ๆ ไปสักสองสามคำให้พ้นเรื่อง แต่เมื่อตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ส่งเข้าปาก...
เอาเถิด ต้องยอมรับว่าอร่อยจริง ๆ
“ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้าง”
“เด็กคนนี้ฝีมือทำอาหารไม่เลว”
รอยยิ้มของซ่งชิงฮวนแข็งค้าง
นางอยู่เป็นเพื่อนเสิ่นเยว่หลิงมาสิบห้าปี
ดีดพิณ คัดพระสูตร อธิษฐานขอพรแทนท่านแม่ ทั้งยังนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนทุกวัน
