จะยอมรับหรือไม่ก็เป็นเพียงคำพูดฝ่ายเดียวของเธอ หลิงอู๋โหยวไม่ได้คิดจะเค้นถามอยู่แล้ว ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ต้องสืบพบเข้าสักวัน “ได้ ถือว่าไม่มีใครกีดกันเธอก็แล้วกัน แล้วพวกคุณเคยมีเรื่องขัดแย้งกับอ้ายรั่วอวี่ไหม โดยเฉพาะจางอวี่อัน”
จูเฟยเฟยได้ยินดังนั้น สายตาก็เริ่มหลบเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัด เธออ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนจะพูดว่า “มีก็มีแน่นอน ทุกคนอยู่ห้องพักเดียวกัน จะไม่มีเรื่องขัดแย้งกันได้ยังไงล่ะ…”
อีกฝ่ายพูดอ้ำอึ้ง ติดขัด ลังเลอยู่นั่น หลิงอู๋โหยวเริ่มหมดความอดทน จึงส่งสายตาเร่งสือหยวนว่า คุณถามสิ
สือหยวนจึงถามว่า “เล่าให้ละเอียดหน่อยได้ไหมว่าเป็นเรื่องขัดแย้งอะไรกัน”
จูเฟยเฟยเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง “อย่างเช่น บางครั้งอวี่อันอยากพาเพื่อนมาที่ห้องพัก แต่อ้ายรั่วอวี่ไม่ยอม พวกเราสามคนเข้านอนดึกกันหน่อย ส่วนอ้ายรั่วอวี่ชินกับการนอนเร็ว พอถึงเวลาก็ไม่ให้พวกเราคุยกัน แถมยังขู่ว่าจะไปฟ้องอาจารย์ที่ปรึกษา… ประมาณนี้ค่ะ”
สือหยวนถามว่า “แล้วหลังจากนั้นพวกคุณจัดการกับเรื่องขัดแย้งเหล่านี้ยังไง”
“จัดการเหรอคะ” จูเฟยเฟยชะงัก “เอ่อ… จัดการยังไงนะ… ก็ปล่อยให้มันผ่านไปแบบนั้นแหละค่ะ”
“พวกคุณทะเลาะกันเหรอ”
“…ก็ไม่ถึงกับทะเลาะค่ะ แค่โต้เถียงกันไม่กี่ประโยค”
“ไม่พูดไม่จากันหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ เปล่า” จูเฟยเฟยโบกมือรัว ๆ “พวกเราก็คุยกับอ้ายรั่วอวี่นะคะ แต่กลับเป็นเธอต่างหากที่ทำเหมือนไม่สนใจพวกเรา… ฉันว่าเธอเป็นคนเข้าถึงยากอยู่เหมือนกันค่ะ… เฮ้อ”
