ฉือซีกวานมองด้วยแววตาเห็นใจ “ฟังดูแล้วพวกคุณคงยุ่งกันน่าดูเลยนะ”
ตำรวจน้อยเว่ยยิ้มบาง ๆ “ผมยังพอไหวครับ ตอนนี้อยู่ในหน่วยก็เน้นฝึกงานกับเรียนรู้เป็นหลัก ส่วนอาจารย์ของผมกับคนอื่น ๆ น่ะยุ่งจริงจังเลยครับ”
“ผมได้ยินหัวหน้าหน่วยซ่งบอกว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยคุณเรียนเอกนิติเวชศาสตร์ แล้วก็ลงเรียนควบสองปริญญา ไปเรียนจิตวิทยาด้วยเหรอ”
ตำรวจน้อยเว่ยพยักหน้าอย่างถ่อมตัว “หลายปีในมหาวิทยาลัยก็แค่เรียนรู้ผิวเผิน ยังต้องศึกษาให้ลึกซึ้งกว่านี้อีกครับ”
ฉือซีกวานชื่นชมอยู่ไม่น้อย “หนุ่มน้อยเก่งจริง ๆ เก่งพอ ๆ กับน้องหลิงของพวกเราเลย มีพวกคุณอยู่ในกรมตำรวจ ผมก็วางใจได้ จะได้อู้งาน เอ่อ วางใจเรื่องเกษียณในอีกสามสิบปีข้างหน้าได้สักที”
ตำรวจน้อยเว่ย: วางใจ...ในอีกสามสิบปีข้างหน้า?
หลิงอู๋โหยวชื่นชมตาม “มีคนเก่งอย่างคุณมากขึ้น ก็จะมีคนอู้งานอย่างฉันมากขึ้นด้วย จะได้มีคนบ่นน้อยลง โลกก็จะสงบสุขขึ้น”
ฉือซีกวาน: เฮ้ อย่าพูดออกมาสิ!
ตำรวจน้อยเว่ย: ...โลกอะไรนะครับ?
“แฮ่ม ๆ น้องเว่ย การเป็นนิติเวชเป็นความฝันตั้งแต่เด็กของคุณหรือเปล่า”
ตำรวจน้อยเว่ยตอบว่า “ไม่นับหรอกครับ ตอนเด็ก ๆ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไร ตอนมัธยมปลายได้รับอิทธิพลจากพี่สาว เลยอยากสอบเป็นตำรวจ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มสนใจการแพทย์ เลยคุยกับพี่สาว แล้วคิดว่าทำงานนิติเวชก็ดีเหมือนกัน ส่วนจิตวิทยาน่ะเรียนตอนมหาวิทยาลัยเพราะว่างครับ”
หลิงอู๋โหยวเลิกคิ้ว “พี่สาวคุณก็เป็นตำรวจด้วยเหรอ”
