เมื่อได้ยินเสียงนั้น จี้เปิ่นพั่งก็ชะงักงันไป เลือดที่สูบฉีดขึ้นสมองพลันไหลกลับอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกราวกับศีรษะเชื่อมติดกับร่างกาย ก่อนทั้งตัวจะดิ่งลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง จนสงบลงได้อย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดที่มือขวาซึ่งเพิ่งตบคนไปก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังรู้สึกชาซ่านอยู่ราง ๆ
จบเห่แล้ว
จี้เปิ่นพั่งคิดว่า คราวนี้ถ้าหาหลักฐานไม่ได้ว่านังผู้หญิงสารเลวนั่นแอบถ่ายเขา เขาก็จบเห่แน่
ทำไมเขาถึงหุนหันพลันแล่นขนาดนี้... ไม่สิ ไม่ใช่ความผิดของเขา นังนั่นยั่วโมโหเก่งเกินไป ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องลุกขึ้นตบหล่อนกันทั้งนั้น... ใช่แล้ว แค่เขาเลือกสถานที่ลงมือผิดเท่านั้น แต่ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะ...
“หล่อนยั่วโมโหผมก่อน!” จี้เปิ่นพั่งชี้ไปทางเจิงเหวินเหวิน “หล่อนประชดผมก่อน แถมยัง... ยังมองผมแบบนั้นอีก หล่อนดูถูกผม! ผมถึงได้ทนไม่ไหว... ผมก็ไม่ได้ตบแรงสักหน่อย! หล่อน... หล่อนแกล้งล้มลงไปเองต่างหาก!”
เจ้าหน้าที่จาง: ...
หมดคำจะพูดกับผู้ชายคนนี้จริง ๆ
หลินอิ่งเองก็ตกใจกับเสียงตบที่ดังก้องไปทั่วห้องสอบปากคำ เธอได้สติแล้วรีบเข้าไปพยุงเจิงเหวินเหวินที่ล้มอยู่บนพื้นขึ้นมา “นี่ เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“มะ... ไม่เป็นไร...”
จี้เปิ่นพั่งตบแรงมาก ส่วนเจิงเหวินเหวินก็ล้มได้สมจริงสุด ๆ เธอเลยมึนงงอยู่พักหนึ่ง แต่พอเห็นหลินอิ่งเข้ามาพยุง ก็ยังส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมขยิบตาส่งสัญญาณว่า “เข้าใจใช่ไหม” ให้ด้วย
หลินอิ่งที่ไม่เข้าใจอะไรเลย: ...หา?
โธ่เอ๊ย นี่เธอทึ่มไปแล้วจริง ๆ สินะ
หลินอิ่งยกเก้าอี้ของเธอขึ้นจากพื้น พยุงให้นั่งลงให้เรียบร้อย จากนั้นก็เหลือบมองจี้เปิ่นพั่งอย่างไม่พอใจ ก่อนกลับไปนั่งที่เดิม
