ทั้งสองคนคุยกันไปกินกันไป ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะกินเสร็จ หลิงอู๋โหยวนั่งย่อยอาหารไปพลางเล่นมือถือไปพลาง ส่วนอ้ายรั่วอวี่ถือกระจกเล็ก ๆ เติมหน้าอยู่ จู่ ๆ เธอก็เห็นใครบางคนในกระจก คิ้วพลันเลิกขึ้น สีหน้าเผยความรำคาญเล็กน้อย แต่ก็หายวับไปในพริบตา
เธอทาลิปสติกอย่างรวดเร็ว เก็บข้าวของเรียบร้อย แล้วหันมายิ้มให้หลิงอู๋โหยว “ฉันเสร็จแล้วค่ะ พี่อู๋โหยว ไปกันเถอะ ต่อไปเราไปเดินเล่นริมทะเลสาบตงหูกัน...”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านข้าง
“อ้ายรั่วอวี่? เธอนี่เอง!”
อ้ายรั่วอวี่กลอกตาอย่างแนบเนียน สบถในใจคำหนึ่ง ก่อนหันไปมองอีกฝ่าย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าพี่อู๋โหยว น้ำเสียงของเธอจึงยังสงบและสุภาพอยู่บ้าง
“อืม ใช่ฉันเอง บังเอิญจังเลย ฮ่า ๆ”
หลิงอู๋โหยวเงยหน้าจากมือถือมองคนที่เดินเข้ามา เป็นหญิงสาวผมยาวหยิกสีน้ำตาล สวมเสื้อโค้ตกระดุมเขาสัตว์คลุมทับเสื้อไหมพรมกับกระโปรงสั้นลายตาราง ด้านล่างสวมถุงน่องเก็บความอบอุ่นที่เห็นได้ชัด การแต่งตัวดูทันสมัยมาก แต่ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตกลับบิดเบี้ยวอยู่บ้าง
สายตาที่จ้องอ้ายรั่วอวี่ก็ดูผิดปกติเล็กน้อย
“หึ บังเอิญจริง ๆ นั่นแหละ” เธอมองหน้าอ้ายรั่วอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาประเมินหลิงอู๋โหยวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วหัวเราะเยาะ “อ้าว นี่เพื่อนเธอเหรอ? เขาคงไม่รู้เรื่องของเธอสินะ ไม่อย่างนั้นจะยังกล้าเป็นเพื่อนกับเธอได้ยังไง?”
