พอเขาตั้งสติได้ ตอนแรกก็ตั้งใจจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่จู่ ๆ ก็พลันนึกถึงเรื่องครั้งนั้นที่เขาไปดูหนังกับหลิงอู๋โหยว แล้วหลิงอู๋โหยวบอกว่าเขาเป็นผู้ชายที่เธออุปการะ
เขาจึงมองหลิงอู๋โหยวที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้านหลัง กอดอกกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันกลับไปพยักหน้าให้สาวน้อย “อืม”
สาวน้อยเองก็ไม่ได้โง่ พอเข้าใจก็เหลือบมองหลิงอู๋โหยวที่อยู่ข้าง ๆ อย่างไม่รู้ตัว แล้วพูดจากใจจริงว่า “พวกคุณเหมาะกันดีนะ ฉันเชียร์พวกคุณ!”
สือหยวนตอบอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณครับ”
อู๋โหยวสอนผมเองนี่นา สือหยวนคิด แต่วิธีพูดจาเหลวไหลนี่ก็ใช้ได้ดีเหมือนกัน
หลิงอู๋โหยวมองเขาเดินกลับมา พลางเลิกคิ้ว “เมื่อกี้พวกคุณมองฉันทำไม?”
สือหยวนตอบหน้าตาเฉย “ไม่มีอะไร ผมแค่ดูว่าคุณยังอยู่หรือเปล่า ไปห้องเวรเถอะ เดี๋ยวเฉินเวยเทียนเลิกงานแล้วน่าจะไปทางนั้น”
หลิงอู๋โหยวไม่ได้สงสัยอะไรนัก “อ้อ”
เดินไปจนสุดทางเดินแล้วเลี้ยวอีกมุมก็จะถึงห้องเวร ทั้งสองจึงยืนรออยู่ข้าง ๆ
ราวห้าโมงสี่สิบ พยาบาลทยอยกันเข้าไปในห้องเวรเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและเลิกงาน แต่ไม่มีใครเป็นเฉินเวยเทียน จนเลยห้าโมงห้าสิบมาเล็กน้อย หลิงอู๋โหยวก็เห็นร่างสูงเพรียวเดินมาจากที่ไม่ไกล หน้าม้าตรงดูเคร่งขรึม กรอบแว่นสีดำเรียบ ๆ ใบหน้าสงบนิ่งธรรมดา
หลิงอู๋โหยวแตะข้อศอกสือหยวนเบา ๆ เขาหันไปมอง แล้วก็เห็นคนที่กำลังเดินมาด้วย
เพราะพวกเขาสองคนยืนเฝ้าอยู่ข้างประตูห้องเวร คนที่กำลังจะเข้าไปจึงอดเหลือบมองพวกเขาไม่ได้ เฉินเวยเทียนก็เช่นกัน สายตาของทั้งสามประสานกันชั่วขณะ เธอเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีก่อน กำลังจะเข้าไปในห้องเวร แต่กลับถูกหลิงอู๋โหยวเรียกไว้
