ทั้งสามคนคลำทางในความมืดเข้าไปในบ้าน
เพราะไม่มีคนอยู่มานาน การถูกตัดน้ำตัดไฟจึงเป็นเรื่องปกติ ตำรวจน้อยเว่ยที่เดินรั้งท้ายค่อย ๆ ปิดประตูอย่างระมัดระวัง แล้วเดินตามสองคนข้างหน้าไปพร้อมกับเปิดไฟฉายในโทรศัพท์
ลำแสงสามเส้นส่องวูบวาบไปทั่วห้องรับแขกที่ว่างเปล่า ภายในเงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไร ลำแสงทะลุผ่านอากาศ ส่องให้เห็นฝุ่นที่ลอยฟุ้ง
ฉือซีกวานกลืนน้ำลาย ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “ฮ่า ๆ ๆ เหมือนมาเดินสำรวจบ้านผีสิงเลยนะ”
หลิงอู๋โหยวหัวเราะหึ “สถานที่ที่มีคนตายไปสองคน จะไม่นับเป็นบ้านผีสิงได้ยังไง”
ฉือซีกวาน: ……
เขาเริ่มสะกดจิตตัวเอง “ผมเป็นตำรวจ ผมเป็นตำรวจ ผมเป็นตำรวจ… มั่งคั่ง เข้มแข็ง ประชาธิปไตย อารยะ ปรองดอง เสรีภาพ เสมอภาค ยุติธรรม หลักนิติธรรม…”
ตำรวจน้อยเว่ย: ……
เครื่องเรือนในห้องรับแขกมีไม่มาก โซฟากับโต๊ะกลางว่างเปล่า โทรทัศน์ติดอยู่กับผนัง พื้นมีฝุ่นจับหนา ขยะกระจัดกระจายอยู่ทั่ว และมีกล่องกระดาษเปื่อยยุ่ยสองใบกองอยู่ตรงมุมห้อง
ฉือซีกวานใช้ไฟฉายส่องมุมหนึ่งของโต๊ะกลาง ก่อนเดินไปยืนข้าง ๆ แล้วทำท่าประกอบ “เด็กผู้หญิงน่าจะชนมุมนี้ แบบนี้… ด้านข้างท้ายทอยกระแทกเข้ากับมุมแหลม แล้วก็หมดสติทันที ยังไม่ทันได้ช่วยชีวิตก็เสียชีวิตแล้ว”
ตำรวจน้อยเว่ยใช้ไฟฉายส่องดูรอบโต๊ะกลาง “เฟอร์นิเจอร์ที่มีมุมทั้งสี่แหลมแบบนี้ แถมไม่มีอะไรหุ้ม ไม่เหมาะกับบ้านที่มีเด็กนะครับ”
ฉือซีกวานคาดเดา “ตอนนั้นเด็กผู้หญิงอายุสิบขวบ เด็กผู้ชายแปดขวบ โตพอจะรู้เรื่องแล้ว พ่อแม่อาจคิดว่าลูกโตแล้ว คงไม่เป็นไร แต่ความจริงแค่เดินชนหรือสะดุดในชีวิตประจำวันก็ยังต้องระวังอยู่ดี”
