“กงไม้ไม้คนนี้นี่...” หลิงอู๋โหยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนประเมินว่า “ใสซื่อจนดูทึ่มจริง ๆ”
“เด็กสาวคนนี้ไร้เดียงสามาก” สือหยวนซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในห้องสังเกตการณ์มาตลอดกล่าวเห็นด้วย “แถมยังมองโลกในแง่ดี หวังว่าเธอจะก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายไปได้เร็ว ๆ”
ซ่งเว่ยอันพยักหน้า “นั่นสิ เด็กคนนี้น่าสงสารจริง ๆ”
ทั้งสามตั้งใจกลับไปพักที่สำนักงานก่อนสักครู่ กวนจื่อผิงกับฉือซีกวานสอบปากคำเสร็จแล้วและกำลังรออยู่ข้างใน พอทุกคนมาพร้อมหน้า จึงแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญจากการสอบปากคำกัน
กวนจื่อผิงกล่าวว่า “จ้านหยาง...คนที่ปลอมเป็นจื้อหย่วน สารภาพหมดแล้ว เขาถูกฟ่านเสียกับฉินเจิ้นเจียจ้างมาแสดงละคร เขาบอกว่าเดิมทีเป็นเด็กฝึกหัดในบริษัทจัดการศิลปินชั้นสาม วันหนึ่งสองสามีภรรยาฟ่านเสียก็มาหา บอกว่าจะจ่ายเงินให้เขาเพื่อให้มาสวมรอยเป็นลูกชายของตัวเอง”
“ครอบครัวของจ้านหยางมีฐานะธรรมดามาก การเป็นเด็กฝึกหัดก็ทั้งเหนื่อยทั้งต้องใช้เงิน เขายืนหยัดเพื่อความฝันมาตลอด แต่หลังจากทำอยู่สามสี่ปีถึงได้รู้ว่าบริษัทกำลังหากินกับเด็กฝึกหัด รับคนธรรมดาแบบเขาเข้ามาเป็นพรวนเพื่อทำเงิน ส่วนคนที่ได้เดบิวต์จริง ๆ กลับเป็นพวกมีเงินมีเส้นสาย”
“จ้านหยางลังเลมาก อยากเลิกก็เสียดาย เพราะช่วงวัยหนุ่มสาวเกือบสี่ปีของเขาทุ่มเทไปกับการฝึกซ้อม แต่เขาไม่มีเส้นสาย ทั้งยังไม่มีเงินติดสินบนคนในบริษัท...ตอนที่ตัดสินใจจะยอมแพ้ สองสามีภรรยาฟ่านเสียก็ปรากฏตัว บอกว่านอกจากจะจ่ายค่าจ้างก้อนโตให้แล้ว พอเรื่องสำเร็จก็ยังช่วยหาทางให้เขาได้เดบิวต์อีก ใครได้ยินแบบนี้จะไม่หวั่นไหวล่ะ?”
