“ทางแผนกนิติวิทยาศาสตร์แจ้งว่า รายงานตรวจพิสูจน์เส้นผมที่พบในสถานที่เสียชีวิตของพานฟาง รวมถึงผลตรวจดีเอ็นเอจากเสื้อผ้าที่สงสัยว่าเป็นของเยว่ซินตอนเด็ก อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอถึงช่วงบ่ายถึงจะออก หัวหน้าหน่วยซ่ง พวกเรา...”
ซ่งเว่ยอันเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างโบกมือให้สือหยวน “รีบร้อนไปก็เท่านั้น ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อหาหลักฐานว่าไม่อยู่ที่เกิดเหตุของซูโหย่วโหย่วก่อน ตอนนั้นเธอบอกว่าไปชั้นไหนนะ?”
“แผนกกระดูกชั้นสามครับ” สือหยวนยังจำได้ เขาก้มมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ “กินมื้อกลางวันเสร็จแล้วค่อยไปได้ไหมครับ?”
ซ่งเว่ยอันตอบ “ได้ หาใครไปเป็นเพื่อนสักคน”
สือหยวนชวนหลิงอู๋โหยวไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน
“กินเสร็จแล้วจะไปโรงพยาบาลไหม? ไปหาหลักฐานว่าไม่อยู่ที่เกิดเหตุของซูโหย่วโหย่ว”
“ได้” หลิงอู๋โหยวกุมท้องที่ส่งเสียงร้องไม่หยุด “อีกอย่าง แวะถามเฉินเวยเทียนด้วย แหล่งที่มาของยานอนหลับอาจเริ่มสืบจากเธอได้... เออใช่ ช่างวาดภาพที่หัวหน้าหน่วยซ่งหาไว้ยังวาดไม่เสร็จอีกเหรอ?”
สือหยวนตอบอย่างอ้อมค้อม “อาจารย์คนนั้นยุ่งมากจริง ๆ ครับ”
หลิงอู๋โหยวคิดต่ออีกทอด “ช่างวาดภาพหาเงินเก่งไหม?”
พอได้ยินคำถามนี้ สือหยวนก็ใจหายวาบอีกครั้ง เขาแทบจะมีอาการผวากับประโยคทำนอง “xxx หาเงินเก่งไหม” เข้าแล้ว ไม่รู้จริง ๆ ว่าวันไหนเธอจะเกิดไม่อยากเป็นตำรวจสืบสวนอาชญากรรมขึ้นมากะทันหัน ใครจะเข้าใจบ้างเนี่ย?
เขาพูดถึงความยากลำบากในสายอาชีพตามตรง “ผมไม่ค่อยทราบครับ แต่ต้องใช้ทั้งทักษะและประสบการณ์สูง ถ้าไม่มีพรสวรรค์และไม่ได้สั่งสมความรู้จากการเรียนรู้มาเป็นเวลานาน ก็ทำงานนี้ไม่ได้”
