ทิ้งเพื่อนร่วมทีมไว้รับมือกับผู้ต้องสงสัยสองคน หลิงอู๋โหยวก็สาวเท้าไปยังมุมตึก
ค่ำคืนมืดสนิท กำแพงรอบอาคารสูงมาก นอกจากจะล้อมพื้นที่โล่งกว้างไว้แล้ว ยังบดบังแสงไฟจากถนนด้านนอกด้วย ข้างกำแพงมีลังกระดาษชำรุดกับข้าวของจิปาถะวางอยู่
เธอหันมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นว่าทางซ้ายของประตูหลังเป็นจุดรวบรวมขยะรีไซเคิล ที่นี่คงแทบไม่มีใครมา นอกจากตอนเอาขยะมาทิ้ง ส่วนศพน่าจะอยู่เลยมุมอาคารทางขวาของประตูเข้าไปอีกหน่อย ต่อให้มีคนเดินมา ก็อาจมองไม่เห็น
ถ้าคืนนี้พวกเขาไม่บังเอิญมาเจอเข้า ก็ไม่รู้ว่าศพจะถูกพบเมื่อไร
หลิงอู๋โหยวกำลังจะเปิดไฟฉายในโทรศัพท์ แต่กลับเห็นเสาไฟถนนสลัว ๆ ตั้งอยู่ที่มุมไกลออกไป ใต้เสาไฟดูเหมือนมีอะไรบางอย่าง อากาศเดือนกุมภาพันธ์ยังหนาวเย็น ลมที่พัดปะทะหน้าพากลิ่นคาวเลือดเย็นเยียบมาด้วย
ไฟถนนสว่างไม่พอ ก็ใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ช่วย
หลิงอู๋โหยวเดินลึกเข้าไป กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ศพใต้เสาไฟก็ปรากฏชัดขึ้นทุกที
ยิ่งเห็นชัด ก็ยิ่งดูไม่เหมือนคน
หลิงอู๋โหยวตั้งใจจะเข้าไปดูใกล้ ๆ แต่หยุดอยู่ห่างจากศพราว 4 เมตร เพราะถ้าเดินเข้าไปอีกนิด อาจเหยียบชิ้นส่วนร่างกายของผู้ตายเข้า อย่างเช่นลูกตาที่กลิ้งหนีออกมา ซึ่งอยู่ห่างจากปลายเท้าเธอแค่ 20 เซนติเมตร
โชคดีที่สายตาเธอดี จากแขนขาของผู้ตายที่บิดงอเป็นมุมประหลาด กับผมยาวสีดำที่กระจายอยู่รอบ ๆ เธอพอแยกออกว่านี่เป็นศพผู้หญิง ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้ดูจากหน้าตา ก็เพราะกะโหลกของผู้ตายแตกกระจายไปแล้ว ผิวหนังบนใบหน้าและศีรษะฉีกขาดยุ่งเหยิงไปตามรอยแยกของกระดูก
