ในภาพ โหยวหลี่ซวงยังคงมีท่าทางเหมือนกำลังหลับตาอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อหมอวังพูดจบ ริมฝีปากของเธอก็ขยับน้อย ๆ แทบสังเกตไม่เห็น “อะ...ไรก็ได้”
อะไรก็ได้?
หมอวังแปลกใจเล็กน้อย “สะดวกบอกชื่อให้ผมทราบไหมครับ”
โหยวหลี่ซวงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยช้า ๆ ว่า “หมี่ ฉันคือเสี่ยวหมี่”
หมอวังจึงพูดว่า “ได้ครับ คุณเสี่ยวหมี่ ยินดีที่ได้รู้จักครับ ที่จริงวันนี้เราเรียกคุณมาเพราะมีเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณโหยว...”
“ฉันรู้” เสี่ยวหมี่พูดค่อนข้างช้า แต่ยังตอบสนองได้รวดเร็ว ดูเหมือนเธอจะควบคุมร่างกายได้แล้ว ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งจากเก้าอี้เอน แล้วมองหมอวังที่อยู่ตรงหน้า “ทุกอย่างเกี่ยวกับโหยวหลี่ซวง ฉันรู้หมด”
หมอวังไม่ได้แปลกใจ กรณีที่บุคลิกฝ่ายรองมองเห็นทุกอย่างผ่านมุมมองของบุคลิกหลัก แต่บุคลิกหลักกลับไม่รู้ว่าบุคลิกฝ่ายรองมีตัวตนอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น “ได้ครับ คุณเสี่ยวหมี่ งั้นผมจะไม่อ้อมค้อมแล้ว คุณสะดวกให้ผมเชิญเพื่อนร่วมงานจากหน่วยตำรวจสืบสวนอาชญากรรมเข้ามาคุยกับคุณไหมครับ”
เสี่ยวหมี่เงียบไปอีกครู่หนึ่ง “ได้”
ตามคำเตือนก่อนหน้านี้ของหมอวังที่ว่า “ห้ามทำให้ผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือน” ซ่งเว่ยอันจึงกำชับหลิงอู๋โหยวอย่างอ้อมค้อมว่า เดี๋ยวตอนพูดให้ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนหน่อย อย่าพูดตรงเกินไป
