ทั้งสามคนพากันเงยหน้ามองโหยวหลี่ซวงที่ในที่สุดก็ยอมพูด เห็นได้ชัดว่าดวงตาของเธอแดงก่ำ ท่าทางทั้งโกรธแต่ไม่กล้าพูด แถมยังดูน่าสงสารมาก
พอได้ยินเธอพูด หลิงอู๋โหยวก็รู้สึกโล่งใจราวกับอาการท้องผูกที่เป็นมาถึงเจ็ดวันได้รับการแก้ไขเสียที คุณตำรวจหลิงซึ่งปกติไม่ค่อยมีสีหน้าดี ๆ ให้ใคร ตอนนี้กลับหัวเราะออกมาจากใจจริง
“ฉันนึกว่าคุณจะทำเป็นหูหนวกตาบอด กวนประสาทคนอื่นไปจนถึงที่สุดเสียอีก”
โหยวหลี่ซวงเม้มริมฝีปาก “ฉันไม่ได้...”
ซูหลินเฉิงเองก็โล่งอก พูดตามตรง การนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้เขารู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้คิดว่าการที่โหยวหลี่ซวงยอมพูดเป็นเพราะตนชักจูง ดูแล้วเหมือนเธอถูกยั่วโมโหจนทนไม่ไหวมากกว่า...
“ไม่ได้อะไร?”
เสียงของโหยวหลี่ซวงแหบพร่า แถมระหว่างประโยคยังมีจังหวะติดขัดและขาดตอนอย่างประหลาด ดูเหมือนคนที่ไม่ได้พูดมานานจนปากตามความคิดไม่ทันจริง ๆ “ฉัน...ฉันไม่ได้แกล้งหูหนวกตาบอด ก่อนหน้านี้ฉัน...พูดไม่ออกจริง ๆ แถมยัง...ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น”
น้ำเสียงของสือหยวนอ่อนโยนกว่าหลิงอู๋โหยวมาก “แล้วทำไมตอนนี้ถึงพูดได้ล่ะ?”
“เหมือนกับว่า...มีอะไรสักอย่างกองใหญ่ดันจากท้องขึ้นมาถึง...ลำคอ ทนไม่ไหวก็เลย...พ่นออกมา...” โหยวหลี่ซวงลูบคอ สีหน้าไม่ค่อยดี “ฉันเองก็...ทรมานมาก”
เธอมองซูหลินเฉิงคล้ายกำลังขอความช่วยเหลือ ซูหลินเฉิงพยักหน้ารับแล้วอธิบาย “เป็นอย่างนั้นครับ ความต้องการพูดของผู้ป่วยเองเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการแก้อาการเงียบขรึมไม่ยอมพูด ยิ่งความต้องการมากและแรงกล้า ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพ แล้วก็พูดได้ครับ”
