“ดูสิ ถ้าสะกดแบบ chansi” ฉือซีกวานพิมพ์ให้เธอดูบนโทรศัพท์ “ที่จริงก็พิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษรสองตัวนี้ได้ เธอไม่รู้สึกเหรอว่าถ้าตีความสองตัวนี้ลึกลงไปอีกหน่อย...มันน่าขนลุกอยู่นะ”
หลิงอู๋โหยวมองโทรศัพท์ของเขา ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ชั่วขณะนั้น รายละเอียดและจุดผิดปกติต่าง ๆ ในคดีทั้งหมดผุดขึ้นมาในสมองของเธอ ราวกับประกายไฟเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน ก่อนจะหลอมรวมเป็นดอกไม้ไฟเจิดจ้ากลางท้องฟ้า เปิดฉากการแสดงอันตระการตา
“ครืด ครืด”
แรงสั่นของโทรศัพท์ดึงเธอกลับจากห้วงความคิด หลิงอู๋โหยวก้มมอง เป็นข้อความจากหมอศัลยกรรมตกแต่งที่เธอเพิ่มเพื่อนไว้ตอนทำคดีเฉินเวยเทียน ระหว่างทางกลับ เธอวานพี่ฉือหารูปบัตรประชาชนเก่าของฉินจื้อหย่วนมาให้ แล้วขอให้หมอช่วยเปรียบเทียบว่า ฉินจื้อหย่วนที่ป่วยจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาให้เหมือนตอนนี้ได้ด้วยการออกกำลังกายหรือวิธีอื่นหรือไม่
เพราะเธอมักรู้สึกว่าหน้าตาปัจจุบันของฉินจื้อหย่วนดูไม่เป็นธรรมชาติ...แต่ก็อธิบายไม่ถูก เดิมทีเธอจึงคาดเดาว่า
ฉินจื้อหย่วนในตอนนี้ไปทำหัตถการเสริมความงามหรือถึงขั้นศัลยกรรม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูสุขภาพดี
ทว่าเมื่อเปิดหน้าต่างแชต หลิงอู๋โหยวก็ชะงักไป
หมอหลัว: “หา? จะทำแบบนี้ได้ยังไง?”
หมอหลัว: “สาวน้อย เธอกำลังทดสอบฉันอีกแล้วใช่ไหม?”
ยังไม่ทันรอให้เธอตอบ หมอหลัวก็ส่งข้อความต่ออย่างรวดเร็ว “ฮึ ครั้งก่อนฉันดูไม่ออกก็จริง แต่คราวนี้ฉันดูออกแล้ว!”
หมอหลัว: “สองคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกันเลยใช่ไหมล่ะ? (ภาพยืนเท้าเอวอย่างภาคภูมิใจ)”
หลิงอู๋โหยวเม้มปาก กำลังจะถามต่อ แต่อีกฝ่ายก็ส่งคำอธิบายมาอย่างรวดเร็วโดยไม่รอเธอตอบ “แม้รูปลักษณ์ภายนอกของสองคนนี้จะคล้ายกันมาก แต่โครงกระดูกต่างกันลิบลับ! คนแรกเลียนแบบด้วยการแต่งหน้าได้ แต่โครงกระดูกปลอมกันไม่ได้”
