ชายวัยกลางคนชะงักไป เขาก้มมองขาตัวเองที่พาดไขว่ห้างโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเลื่อนสายตาไปตามเท้าที่ยอมรับว่าไม่ได้ตัดเล็บมานาน แล้วก็เห็นขาสองข้างที่ชิดกัน พยายามเบี่ยงหนีไปอีกทางสุดชีวิต เขาไล่สายตาขึ้นไปตามขาคู่นั้น ก็พบชายหนุ่มสวมหน้ากากอนามัยกำลังขมวดคิ้วมองเขา แววรังเกียจในดวงตาชัดเจนจนไม่ต้องตีความ
มุมปากของชายวัยกลางคนกระตุก สีหน้าเริ่มกระอักกระอ่วน เมื่อครู่เขายังคิดว่าตัวเองเป็นผู้กล้าผดุงความยุติธรรมที่กล้าออกเสียงแท้ ๆ แต่พออีกฝ่ายพูดไม่กี่คำ จู่ ๆ ไฟก็ลามมาเผาตัวเขาเสียเอง
“นะ-นี่มันที่นั่งของผม” เขาพยายามกู้หน้า “ผมจะนั่งยังไงก็เรื่องของผม! ไม่ได้ไปรบกวนใครสักหน่อย...”
เขายังกล้าหลอกตัวเองแบบนี้อีก ชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ ทนไม่ไหวแล้ว
“ลุงยังจะบอกว่าไม่ได้รบกวนคนอื่นอีกเหรอ? เท้าลุงยื่นเข้ามาในที่นั่งผมแล้ว! ผมยังไม่กล้ามองนานเลย กลัวจะอ้วกเอา แล้วก็...แค่ก! กลิ่นเท้ากับกลิ่นบุหรี่ของลุงนี่ไม่รู้ลอยไปถึงไหนแล้ว ผมทนมา 2 ชั่วโมง ลุงยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง?”
ใบหน้าคล้ำของชายวัยกลางคนแดงขึ้นด้วยความโกรธ ถึงขั้นยื่นเท้าไปทางชายหนุ่มอีกนิด
“ไม่มีกฎห้ามถอดรองเท้าสักหน่อย แล้วก็ไม่ได้ห้ามคนเท้าเหม็นนั่งรถไฟความเร็วสูงด้วย! พวกคุณจะมาว่าผมไปทำไม? ถ้าแน่จริงก็ไปบอกผู้รับผิดชอบรถไฟสิ! ถ้าพวกเขาบอกว่าห้ามถอดรองเท้าบนรถไฟ ห้ามมีกลิ่นบุหรี่ติดตัว ค่อยมาหาเรื่องผมก็แล้วกัน!”
ชายหนุ่มได้ยินแล้วก็เดือดดาล “เฮ้ย นี่ลุงหน้าด้านเกินไปแล้วนะ! ทั้งที่ตัวเองไม่มีมารยาท...”
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ หลิงอู๋โหยวก็เอ่ยขัดขึ้นว่า “เขาพูดมีเหตุผลมากค่ะ”
ชายหนุ่มชะงัก มองพนักงานรถไฟคนนั้นอย่างงุนงง
