ในที่สุด หลิงอู๋โหยวก็พบกิ๊บติดผมรูปผีเสื้อสีชมพู ซึ่งอยู่ในกล่องเหล็กเล็ก ๆ ที่ล็อกไว้ ภายในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือที่ล็อกไว้ชั้นในสุด ซึ่งเธอเพิ่งงัดเปิดออกมาได้สำเร็จ
ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างของโจวซือ เธอรับไฟฉายแสงม่วงจากมือซ่งเว่ยอันมาส่องอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หัวหน้าหน่วยซ่ง มีคราบเลือด ดูจากสีแล้ว น่าจะทิ้งไว้มาสักพักแล้ว”
พูดพลาง เธอใส่กิ๊บติดผมลงในถุงเก็บวัตถุพยาน แล้วถามโจวซือที่ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่างอย่างเนิบช้า “คุณโจว ของที่ล็อกแล้วล็อกอีกนี่... คงไม่ใช่กิ๊บติดผมของลูกชายคุณหรอกนะ?”
โจวซือไม่รู้จะพูดอะไร เล็บของเธอไม่ได้ยาว แต่ตอนนี้กลับจิกฝ่ามือตัวเองจนแทบเลือดออก
“เรื่องนี้พิสูจน์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น” น้ำเสียงของโจวซือฟังดูเหมือนกำลังกัดฟันพูด “มันก็แค่กิ๊บติดผมอันหนึ่ง”
“ดูท่าคุณเองก็ไม่รู้สินะว่าเหรินเฉินเฉินเก็บของแบบนี้ไว้” พื้นที่แคบ ไหล่ของหลิงอู๋โหยวเฉียดผ่านโจวซือไป “แต่เด็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบเก็บ...ของที่ริบมาได้ อะไรทำนองนั้น ใช่ไหม?”
“เอาคืนมา!”
โจวซือเด้งตัวขึ้นอย่างฉับพลัน พยายามแย่งของในมือหลิงอู๋โหยว แต่ซ่งเว่ยอันที่อยู่ข้าง ๆ ใช้ท่าเดียวก็ควบคุมตัวเธอไว้ได้ เสียงเข้มงวดของเขาดังขึ้นเหนือศีรษะ “คุณโจว ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นความผิดนะ!”
โจวซือตะโกนเสียงแหบพร่า “พวกคุณจะทำอะไรลูกชายฉัน!?”
“ทำอะไร? ทำไมพูดเหมือนพวกเราเป็นคนร้ายอย่างนั้นล่ะ?” หลิงอู๋โหยวเก็บถุงเก็บวัตถุพยานใส่กระเป๋า “ตำรวจอย่างพวกเราทำหน้าที่ปราบคนชั่วและส่งเสริมความดีมาตลอด หัวหน้าหน่วยซ่ง ช่วยปลอบคุณโจวให้ดีนะ ฉันจะไปหาเหรินเฉินเฉินที่โรงเรียน... ป.สาม ห้องสามใช่ไหม? ใบประกาศในห้องรับแขกมีเยอะทีเดียว”
