“ใช่ไหมล่ะ?” เจ้าของร้านตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา “อ้อ ตอนแรกเจ้าของร้านชำข้าง ๆ ผมไม่เชื่อ เลยเข้าไปถามว่าพวกเขารู้จักกันจริงหรือเปล่า ผู้ชายคนนั้นก็บอกว่า ‘เธอทะเลาะกับผมแล้วรีบร้อนออกมา จนไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย เดี๋ยวนี้ใครออกจากบ้านโดยไม่พกโทรศัพท์กันล่ะ’ ผลคือผู้หญิงคนนั้นไม่มีโทรศัพท์จริง ๆ แบบนี้ก็เท่ากับยืนยันแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“อีกอย่าง ผู้หญิงคนนั้นสะพายกระเป๋าใบใหญ่ ดูคล้ายตอนที่เมียผมทะเลาะกับผมแล้วจะกลับบ้านแม่ไม่มีผิด ผมเลยเชื่อหมอนั่นทันที คนหัวอกเดียวกันทั้งนั้น! เวลาเมียผมทะเลาะขึ้นมา ก็เอาแต่ร้องไห้โวยวายถึงขั้นจะผูกคอตาย ไม่ฟังเหตุผลสักนิด เหนื่อยใจจริง ๆ!”
เขาอินตามไปด้วยเสียแล้ว ให้ตายสิ
สือหยวนอดถอนหายใจไม่ได้ ก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพ “เอ่อ...สรุปว่าหลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นถูกเขาพาตัวไปใช่ไหมครับ?”
“เอ่อ...ไม่รู้สิ” เจ้าของร้านเกาหัว “ตอนนั้นผมกำลังดูเพลิน ๆ แม่ก็โทรมาตามให้รีบกลับบ้าน เมียผมไปทำให้แม่โกรธอีกแล้ว ผมเลยรีบปิดร้านกลับ ตอนผมไปพวกเขายังทะเลาะกันอยู่เลย มีคนแถวนั้นตะโกนว่าจะโทรแจ้งตำรวจ ไม่รู้ว่าแจ้งหรือยัง”
สือหยวนพยักหน้าขอบคุณ “เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไร” เจ้าของร้านตอบพลางยิ้มร่า ก่อนจะกดเปิดโทรศัพท์อีกครั้ง ดูเหมือนอยากดูติ๊กต็อกต่อ “แต่ถามเรื่องนี้ไปทำไมล่ะ ก็แค่ผัวเมียทะเลาะกันไม่ใช่เหรอ...หรือว่าตอนพวกเขาแจ้งตำรวจเมื่อวาน พวกคุณไม่ได้มา วันนี้ถึงเพิ่งมาสอบถาม?”
“ผัวเมียทะเลาะกันเป็นเรื่องของสถานีตำรวจค่ะ” หลิงอู๋โหยวเดินถือแอปเปิลลูกหนึ่งมาจากแผงขายของ “ที่เรากำลังสืบคือคดีคนหายที่เกี่ยวพันกับชีวิตคน ผู้หญิงคนนั้นหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน เธอกับผู้ชายคนนั้นไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ”
