“หลังจัดการเยว่เจี้ยนซือแล้ว ก็ถึงตาพานฟาง”
ซูโหย่วโหย่วจิบน้ำหนึ่งอึก พักหายใจครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ฉันไม่อยากอยู่กับไอ้สารเลวเยว่เฉิงไฉนานอีกแม้แต่วินาทีเดียว เลยคอยหาโอกาสเหมาะ ๆ ช่วงนั้นฉันเอาแต่ร้องไห้กับเขาว่าไม่มีเงินเก็บ แอบยุให้เขาไปขอเงินพานฟาง ในที่สุดคืนนั้น หลังเขาพ้นเวลาควบคุมตัวออกมา เขาก็ตัดสินใจไปหาพานฟาง”
“จากนั้นก็เป็นอย่างที่พวกคุณพูด ฉันไปข่มขู่พานฟางก่อน แล้วกลับโรงพยาบาลเพื่อสร้างหลักฐานว่าไม่อยู่ที่เกิดเหตุ... อืม” ซูโหย่วโหย่วพยักหน้า “ก็เป็นอย่างนี้ ฉันฆ่าคนไปสองคน”
สือหยวนถามถึงรายละเอียด “ตอนเจอคุณ พานฟางมีปฏิกิริยายังไง?”
ซูโหย่วโหย่วนึกย้อนอยู่ครู่หนึ่ง “เธอแปลกใจนิดหน่อย แต่รู้ว่าฉันเป็นแฟนของเยว่เฉิงไฉ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร พอเห็นฉันนั่งรถเข็น เธอยังจะช่วยพยุงด้วย แต่ฉันเอาไม้เท้ามาเองด้วย เลยพอเดินไหว... เธอสุภาพกับฉันมาก คงเป็นเพราะเยว่เฉิงไฉเล่าเรื่องของฉันให้ฟังแล้ว”
“หึ ยิ่งเธอสุภาพมากเท่าไร พอได้ยินสิ่งที่ฉันพูดทีหลัง ก็ยิ่งไม่อยากเชื่อเท่านั้น” ซูโหย่วโหย่วหัวเราะเยาะ “สีหน้าตอนเธอได้ยินฉันบอกว่าเยว่ซินเป็นพี่สาวของฉันน่ะ... น่าจดจำจนฉันจำไปได้ทั้งชีวิต! แล้วยังตอนที่เธอยอมเอาชีวิตตัวเองไปแลกกับชีวิตเยว่เฉิงไฉอีก... สีหน้าหมดอาลัยตายอยากนั่น”
“เธอจะไปคิดได้ยังไงว่าการเจอลูกชายครั้งสุดท้ายยังต้องทะเลาะกัน แถมยังถูกเขาขอเงินอีก ฮ่า ๆ ๆ ๆ! จะว่าไป เธอก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? ทั้งหมดก็เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง!”
