เขาดูลังเลอยู่บ้าง
หลิงอู๋โหยวหยิบรูปซูโหย่วโหย่วตอนเด็กกับตอนโตออกมาให้หมอหลัวแยกแยะ คราวนี้หมอหลัวกลับบอกได้อย่างสบาย ๆ ว่าตรงไหนผ่านการศัลยกรรมมาบ้าง ซึ่งตรงกับที่ซูโหย่วโหย่วเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
ดูท่าว่าฝีมือแพทย์ตลอดหลายสิบปีของหมอหลัวจะไม่มีปัญหา
เมื่อเห็นทั้งสองคนทำท่าผิดหวังและกำลังจะจากไป หมอหลัวที่เสียความมั่นใจจึงเอ่ยปากขอเก็บวิดีโอช่วงนั้นของเฉินเวยเทียนไว้ เพื่อกลับไปศึกษาให้ดี นับเป็นเรื่องดี หลิงอู๋โหยวกับสือหยวนจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ทั้งสองกลับไปที่สถานีตำรวจ แวะกินมื้อเย็นที่โรงอาหารก่อน พอไปถึงสำนักงาน ฉือซีกวานก็บอกว่าผลตรวจเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุซึ่งพานฟางเสียชีวิตออกแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นเส้นผมของซูโหย่วโหย่วจริง ๆ แต่บังเอิญว่าหลิงอู๋โหยวกับสือหยวนเพิ่งได้หลักฐานยืนยันว่าซูโหย่วโหย่วไม่อยู่ในที่เกิดเหตุจากโรงพยาบาลมาเช่นกัน
ฉือซีกวานถามเสียงอ่อยว่า “วิดีโอจากกล้องวงจรปิดมีโอกาสถูกปลอมแปลงไหม? หรือว่า...ซูโหย่วโหย่วในวิดีโออาจเป็นคนอื่นที่ปลอมตัวมา?”
สือหยวนตอบอย่างรู้สึกผิดว่า “คงยาก ในวิดีโอซูโหย่วโหย่วยังเผยหน้าอยู่ตั้งหลายวินาที เป็นตัวเธอเองจริง ๆ”
หลิงอู๋โหยวนั่งลงที่โต๊ะทำงานแล้วหัวเราะเบา ๆ “เธอจะต้องให้คนอื่นปลอมตัวแทนทำไม? ตัวเธอเองก็เก่งพออยู่แล้ว คนคนเดียวทำหลักฐานว่าไม่อยู่ที่เกิดเหตุได้ถึงสองชุด”
ฉือซีกวานกะพริบตากลมโต “หมายความว่ายังไง?”
หลิงอู๋โหยวอธิบายว่า “บ่ายวันนี้ นอกจากฉันกับสือหยวนจะไปตรวจสอบหลักฐานว่าไม่อยู่ที่เกิดเหตุของซูโหย่วโหย่วแล้ว เดิมทีก็คิดจะไปหาเฉินเวยเทียนด้วย พอดีบังเอิญเจอเพื่อนร่วมงานที่เคยอยู่ห้องพักเดียวกับเธอในโรงพยาบาล แถมเพื่อนร่วมงานคนนี้ยังยืนยันได้ว่าเฉินเวยเทียนไม่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วงเกิดคดี...”
