สือหยวนอธิบายอย่างใจเย็นว่า “ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นการเสียชีวิตที่เกิดจากฝีมือคน สาเหตุที่แท้จริงต้องรอให้พวกเราสืบสวนเสร็จก่อน ถึงจะแจ้งให้คุณทราบได้ แต่ก็ยังตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไม่ได้”
พานฟางขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “เป็นไปได้ยังไง...”
ซ่งเว่ยอันถามว่า “คุณพาน เท่าที่คุณทราบ คุณเยว่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใครบ้างไหม อย่างเช่นข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์อะไรทำนองนั้น”
“ข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์...” ทีแรกพานฟางส่ายหน้าโดยไม่ทันคิด แต่พอไตร่ตรองดูแล้วก็พูดต่อ “เฮ้อ ครอบครัวยากจน เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็มีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง...พวกเราต้องไปขอยืมเงินจากคนอื่นมากมายเพื่อรักษาโรคให้เขา ยืมจากคนนี้ไปใช้หนี้คนนั้น วนไปวนมา สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมให้พวกเรายืมเงินอีกแล้ว”
“จนถึงตอนนี้ยังติดหนี้ข้างนอกอีกสามหมื่นกว่าหยวน...” พานฟางพูดถึงตรงนี้ ร่างทั้งร่างก็พลันห่อเหี่ยวลง “เฮ้อ ตอนนี้เขาจากไปแล้ว ก็เหมือนทุกอย่างจบลงพร้อมกัน แล้วฉันจะเอาอะไรไปใช้หนี้ล่ะ”
สือหยวนถามว่า “ขอทราบได้ไหมว่าตอนนี้รายได้หลักของคุณมาจากทางไหนบ้าง”
พานฟางตอบว่า “เบี้ยบำนาญ...ลุงเยว่ได้เดือนละหนึ่งพันสี่ร้อยหยวน แต่เดือนนี้คงไม่ได้แล้ว ส่วนฉันเดิมทีทำงานอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต เดือนละสี่พันห้าร้อยหยวน...หลังจากลุงเยว่ล้มป่วย ฉันต้องดูแลเขา เลยไปขอร้องผู้จัดการให้ทำงานแค่ครึ่งวัน เงินเดือนก็เลยลดเหลือสองพันหยวน”
ซ่งเว่ยอันปลอบเธอว่า “ไม่เป็นไร เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คุณก็ตั้งใจทำงาน เดือนละสี่พันห้าร้อย ค่อย ๆ ใช้หนี้ไป ประหยัดค่ากินอยู่หน่อย ชีวิตก็ยังพอไปต่อได้”
