หลิงอู๋โหยวเองก็เหนื่อยจริง ๆ แผลตรงท้ายทอยรู้สึกไม่ค่อยสบาย เหมือนมีอะไรดึงรั้งอยู่ตลอด เธอจึงปล่อยผมหางม้าออก แล้วนวดหนังศีรษะคลายความตึง
สือหยวนเก็บข้าวของเสร็จก็เดินเข้ามา พอเห็นเธอปล่อยผมลงอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรไป? ปวดหัวหรือเปล่า?”
หลิงอู๋โหยวถอดที่ชาร์จเก็บใส่กระเป๋า ไม่ได้ใส่ใจนัก “ไม่ปวด แค่รู้สึกตึง ๆ หน่วง ๆ นิดหน่อย มีแผลก็ต้องรู้สึกไม่สบายเป็นธรรมดา”
สือหยวนถามต่อ “แล้วมือซ้ายล่ะ ยังไหวไหม?”
หลิงอู๋โหยวยกมือซ้ายขึ้น “ใกล้หายแล้ว”
“ดีแล้ว”
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนหยิบแก้วเก็บความร้อนบนโต๊ะของหลิงอู๋โหยวขึ้นมา พอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักข้างใน รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว เขาเก็บมันลงกระเป๋าอย่างพึงพอใจ
หลิงอู๋โหยวสะพายกระเป๋า “ไปกันเถอะ”
สือหยวนยิ้มกว้าง “อื้ม!”
ซ่งเว่ยอันเงยหน้าจากกองเอกสารที่อัดแน่น พอเห็นทั้งสองเดินเคียงกันไป ก็ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้ พูดถึงแล้ว ตอนน้องหลิงเพิ่งมาใหม่ ๆ ยัง “ทะเลาะ” กับสือหยวนอยู่บ่อย ๆ ช่วงนี้กลับเข้ากันได้ดีขึ้นเยอะ
อื้ม ๆ ดีแล้ว เพื่อนร่วมทีมก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ดีสิ!
เขาปลื้มใจมาก
สือหยวนเดินไปได้สักพักก็กลับมา เพราะหลิงอู๋โหยวลืมเอากระเป๋าทำแผลไปด้วย เขานึกขึ้นได้กะทันหันจึงถามเธอว่าเอามาหรือยัง พอเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเธอก็รู้ทันทีว่าคงไม่ได้เอามาแน่
