พนักงานหนุ่มหน้าเคาน์เตอร์เล่าความหลังว่า
“ตอนผมยังเด็ก แถวนี้เป็นแค่ย่านที่พักอาศัยธรรมดา ทุกบ้านวางม้านั่งไว้หน้าประตู ไม่เคยยกเข้าไปเก็บ ผู้คนมานั่งคุยกันหน้าบ้าน คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ สนุกสนานครึกครื้นมาก ตอนเรียนมัธยมปลายผมพักอยู่ที่โรงเรียน วันหนึ่งพอกลับบ้าน จู่ ๆ ก็พบว่าไม่ได้เห็นม้านั่งหน้าบ้านพวกนั้นมานานแล้ว รวมถึงเพื่อนบ้านที่เคยทักทายผมด้วย หลายคนย้ายไปหมดแล้ว”
เมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างเชื่องช้า แต่พอหันกลับมามอง ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ทั้งสองคนถือเอกสารออกจากโรงแรมโรส
กลับถึงสถานีตำรวจ หลิงอู๋โหยวนั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง คัดลอกวิดีโอและเอกสารบันทึกการเข้าพักจากแฟลชไดรฟ์อย่างคล่องแคล่ว แบ่งงานกับสือหยวนแล้วเริ่มลงมือ
เธอเริ่มตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดของคืนเกิดเหตุ ตามคำบอกเล่าของเยว่เฉิงไฉ คืนวันที่หนึ่งสี่ทุ่มกว่า ๆ เขายังเมามายสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ในบาร์ หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าหมดสติถูกใครหามออกไปตอนไหน เมื่อคำนวณเวลาเดินทางจากไฮบาร์ไปโรงแรมโรสแล้ว หลิงอู๋โหยวจึงเริ่มดูตั้งแต่เวลา 22:30 น.
แขกของโรงแรมโรสน้อยมากจริง ๆ หลิงอู๋โหยวดูอยู่หนึ่งชั่วโมงก็เห็นแค่สี่คน
พนักงานหนุ่มหน้าเคาน์เตอร์เอนหลังพิงเก้าอี้เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูก็รู้ว่าเบื่อสุด ๆ
เวลา 23:45 น. ในที่สุดคนที่หลิงอู๋โหยวตามหาก็ปรากฏตัว
คนผู้นั้นสวมเสื้อโค้ตบุนวมตัวยาวสีดำ ดึงฮู้ดที่ติดมากับเสื้อคลุมศีรษะจนมิด สวมหน้ากากสีดำและถุงมือสีเทา ร่างกายถูกปกปิดมิดชิดแทบไม่เผยผิวหนังออกมาเลย
