เย่เฉินยังคงนิ่งเงียบ
เขาฟังเสียงสะอื้นจากปลายสาย ฟังคำขอโทษที่ขาด ๆ หาย ๆ พลันรู้สึกขำขันอย่างบอกไม่ถูก
สามปีมานี้ ทุกครั้งเป็นแบบนี้
ทุกครั้งซูเจ๋อคือคนที่ "ไร้เดียงสา"
คือเขา "ไม่รู้ความ" เองที่ไปรบกวนพี่สาวกับพี่เขย คือเขา "ไม่เอาไหน" เองที่ป่วยอยู่เรื่อย คือเขา "ติดพี่สาวเกินไป" เองที่โทรมาตอนเวลาคับขัน
ทุกครั้ง เขาคือคนแรกที่เอ่ยขอโทษ
ทุกครั้ง เขาคือคนที่ดูน่าสงสารที่สุด
และทุกครั้ง ซูอวี่หนิงจะปกป้องเขา แล้วหันมาตำหนิเย่เฉิน——ทำไมคุณใจแคบอย่างนี้? เขาขอโทษแล้ว คุณยังจะเอายังไงอีก?
"พี่เย่..." เสียงซูเจ๋อจากปลายสายอ่อนแรงลงทุกที "อย่าโทษพี่สาวเลยนะ... เป็นผมเองที่ผิด ผมผิดเอง... ผมไม่น่าโทรมาตอนนี้เลย... ผม... ผม..."
แล้วก็มีเสียงไอสะอื้นดังขึ้นอีก
"เสี่ยวเจ๋อ!"
ปลายสายนั้น เสียงของซูอวี่หนิงดังขึ้นอย่างบังเอิญเหลือเกิน จากไกลมาใกล้ แฝงความตื่นตระหนก
โทรศัพท์นี้ไม่เหมือนซูเจ๋อโทรมาเรื่อยเปื่อย หากแต่เหมือนเขากะเวลาที่ซูอวี่หนิงถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยโทร
"เสี่ยวเจ๋อ ทำไมลุกขึ้นมา? รีบนอนลงไป! หมอบอกว่าห้ามขยับตัว!"
"พี่สาว..." เสียงซูเจ๋ออ่อนเปลี้ย "ขอโทษนะครับ... ผมรบกวนพี่กับพี่เย่อีกแล้วใช่ไหม? ผม... ผมบอกพยาบาลแล้วว่าอย่าโทร แต่เธอไม่ยอม..."
"พูดอะไรโง่ ๆ!" น้ำเสียงซูอวี่หนิงเจือปนความสงสาร "รบกวนอะไรกัน นายเป็นขนาดนี้ ฉันจะไม่มาได้ยังไง?"
"แต่ว่า... แต่ว่าวันนี้เป็นคืนเข้าหอของพวกพี่นะครับ..." เสียงซูเจ๋อมีแววสะอื้น "พี่สาว กลับไปเถอะนะครับ? ผมไม่เป็นไรจริง ๆ... ผมอยู่คนเดียวได้..."
"นายอยู่คนเดียวได้อะไร?" น้ำเสียงซูอวี่หนิงแฝงนิด ๆ ว่าตำหนิ แต่ส่วนใหญ่คือเป็นห่วง "อาเจียนเป็นเลือดแล้วยังจะอยู่คนเดียวได้อีก? ห้ามพูดแล้ว รีบนอนดี ๆ เถอะ"
"พี่สาว..."
"เด็กดี อย่าเพิ่งพูดเรื่องพวกนี้เลย นั่งลงแล้วกินข้าวต้มซะ ฉันสั่งให้พยาบาลไปซื้อมาให้ บำรุงกระเพาะ"
"แต่พี่เย่เขาจะโกรธนะครับ..."
"เขาไม่โกรธหรอก" น้ำเสียงซูอวี่หนิงมั่นใจมาก "เย่เฉินไม่ใช่คนใจแคบอย่างนั้น
ถ้าเขาถือสาจริง ๆ สามปีมานี้คงมีเรื่องกับฉันไปแล้ว
วางใจเถอะ เขารู้จักกาลเทศะดี"
นิ้วของเย่เฉินที่กำโทรศัพท์ไว้ค่อย ๆ บีบแน่นขึ้น
"จริงเหรอครับ?" เสียงซูเจ๋อแฝงแววคาดหวังอย่างระมัดระวัง "พี่เย่จะไม่โกรธผมจริง ๆ เหรอ?"
"ไม่โกรธหรอก" น้ำเสียงซูอวี่หนิงเหมือนกำลังปลอบเด็กไม่รู้ความ "ถ้าเขากล้าโกรธเธอ ฉันจะกลับไปจัดการเขา เอาล่ะ หยุดพูดได้แล้ว อ้าปาก——"
ปลายสายนั้น มีเสียงช้อนกระทบขอบชามดังเบา ๆ
เย่เฉินฟังอยู่เงียบ ๆ ฟังความเคลื่อนไหวจากปลายสาย
เขาได้ยินเสียงซูเจ๋อค่อย ๆ จิบโจ๊ก ได้ยินเสียงซูอวี่หนิงกระซิบกระซาบปลอบเขา "ค่อย ๆ ดื่ม ระวังร้อน" ได้ยินเสียงฝีเท้าพยาบาลเดินเข้าออก ได้ยินเสียงลมยามค่ำที่พัดผ่านม่านหน้าต่างเป็นครั้งคราว
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่เบาแสนเบา
ไม่ใช่เสียงหัวเราะอ่อนแรงและแฝงสะอื้นของซูเจ๋อเมื่อครู่
หากแต่เป็นเสียงหัวเราะที่เล็ดลอดออกมาจากก้นบึ้งลำคอ ซ่อนเร้นความอิ่มเอมใจบางอย่าง
เสียงหัวเราะนั้นเบาเหลือเกิน เบาจนถ้าประสาทหูของเย่เฉินไม่ได้เหนือกว่าคนปกติ ก็คงไม่มีทางจับได้
แต่เสียงหัวเราะนั้นก็มีอยู่จริง
หลังจากที่ซูอวี่หนิงชมเขาว่า "เด็กดี"
หลังจากที่ซูอวี่หนิงบอกว่า "เย่เฉินไม่โกรธหรอก"
เย่เฉินหลับตาลง
เขานึกถึงสามปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ซูเจ๋อก้มหน้าต่อหน้าซูอวี่หนิง ทำท่าทางน่าสงสาร พูดว่า "ผมผิดเอง"
เขานึกถึงทุกครั้งที่ซูอวี่หนิงปกป้องอยู่ข้างหน้าซูเจ๋อ แล้วหันมาใช้สายตาตำหนิเขา
เขานึกถึงโทรศัพท์ตอนดึกดื่น พวก "โรคกระเพาะ" กะทันหัน พวกช่วงเวลาที่ "บังเอิญ" ขัดจังหวะเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังของพวกเขาพอดี
เขายังนึกถึงครั้งหนึ่งที่กลับบ้านก่อนเวลา เห็นซูเจ๋อนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นคนเดียว ไม่ได้เปิดไฟ มองออกไปนอกหน้าต่างเงียบ ๆ
แผ่นหลังนั้น ต่างจากเด็กหนุ่มขี้โรคไร้พิษภัยในยามปกติอย่างสิ้นเชิง——หลังตั้งตรง หัวไหล่เกร็ง เหมือนหมาป่าที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่เหยื่อทุกเมื่อ
วันนั้นซูเจ๋อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว หันหน้ามา สวมรอยยิ้มที่ดูไม่มีพิษมีภัยอีกครั้ง พูดเสียงนุ่มนวลว่า "พี่เย่กลับมาแล้วเหรอครับ? พี่สาวบอกว่าคืนนี้ทำงานล่วงเวลา ให้ผมรอกินข้าวด้วยกัน"
ตอนนั้นเย่เฉินคิดว่าตัวเองตาฝาด
ตอนนี้เขารู้แล้ว——เขาไม่ได้ตาฝาด
มือถือสั่นหนึ่งครั้ง
เป็นการแจ้งเตือนจาก朋友圈
เย่เฉินกดเปิด
——คือ朋友圈ที่ซูเจ๋อโพสต์
รูปคู่เป็นรูปเซลฟี่ในห้องผู้ป่วย ซูอวี่หนิงยังใส่ชุดเจ้าสาวที่ยังไม่ได้เปลี่ยน นั่งอยู่ข้างเตียง มือถือชาม ป้อนโจ๊กถึงปากซูเจ๋ออย่างระมัดระวัง
ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความกังวล
ซูเจ๋อนอนอยู่บนเตียง หน้าซีดเผือด แต่มุมปากแฝงรอยยิ้มจาง ๆ
เขาชูนิ้วเป็นรูปตัว V ใส่กล้อง แววตาฉายแวว得意บางอย่างที่ซ่อนไว้——ความ得意นั้น ไม่ใช่ใส่กล้อง แต่ใส่คนที่กำลังดู朋友圈นี้
ข้อความประกอบมีเพียงประโยคเดียว:
"มีพี่สาวดีจริง ๆ คืนเข้าหอก็ยังวิ่งมาดูแลผม ซึ้งใจมาก พี่สาวบอกว่าพี่เขยไม่โกรธ พี่เขยคง... ไม่โกรธหรอกนะครับ?"
เครื่องหมาย点点点 ตอนท้าย ชวนให้ตีความ
เย่เฉินจ้องมองรูปนั้น จ้องมองชุดเจ้าสาวสีขาวจ้าตาในรูป จ้องมองแววเยาะหยันที่แวบผ่านในดวงตาซูเจ๋อ จ้องมองข้อความที่ดูเหมือนไร้เดียงสา แต่แท้จริงแล้วยั่วยุ
"พี่เขยคง... ไม่โกรธหรอกนะครับ?"
เขานึกถึงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของซูเจ๋อในโทรศัพท์
เขานึกถึงสามปีที่ผ่านมา หลังจากซูเจ๋อขอโทษอย่าง "รู้ความ" ในแต่ละครั้ง สายตาตำหนิของซูอวี่หนิง
เขานึกถึงตอนซูอวี่หนิงจากไปเมื่อครู่ ประโยคที่ว่า "คุณนอนก่อนเถอะ ไม่ต้องรอฉัน"
มือที่กำมือถือของเขาค่อย ๆ กำแน่นขึ้น
กระดูกส่งเสียงดังกรอบแกรบเบา ๆ
บนหน้าจอ รูปนั้นเริ่มปรากฏรอยร้าว——เริ่มจากใบหน้าที่ยิ้มอยู่ของซูเจ๋อ ก่อนลามออกไปรอบด้าน
วินาทีถัดมา——
"砰!"
มือถือระเบิดในฝ่ามือ เศษแก้วผสมชิ้นส่วนพลาสติกร่วงกราวลงมา เศษแก้วบาดฝ่ามือ บางชิ้นทิ่มเข้าไปในเนื้อ เลือดซึมออกมา หยดลงบนพื้น
เย่เฉินไม่ได้ก้มมองมือตัวเอง
เขาเพียงคลายมือออก ปล่อยให้ซากเศษชิ้นส่วนร่วงหล่นจากซอกนิ้ว
แล้วเขาก็หมุนตัว เดินไปที่หน้าต่างกระจกสูงจรดพื้น
นอกหน้าต่างคือแสงไฟนับหมื่นของนครจิงโจว ไฟนีออนระยิบระยับ สายธารรถยนต์ที่เคลื่อนไหว แสงไฟอบอุ่นนับไม่ถ้วนส่องสว่างขึ้นท่ามกลางตึกสูงตระหง่าน เมืองนี้ใหญ่โต จนสามารถบรรจุความสุขโศกเศร้าจากลาจากกันของคนนับสิบล้าน
แต่ว่านาทีนี้ ไม่มีแสงไฟดวงไหนที่ส่องสว่างเพื่อเขา
เย่เฉินยกมือขึ้น ล้วงเข้าไปในกระเป๋าอย่างเป็นนิสัย——ว่างเปล่า
เขาชะงักไปชั่วขณะ
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เพื่อเธอแล้ว เขาเลิกบุหรี่มาสามปีแล้ว
กระจกหน้าต่างสะท้อนใบหน้าเขา
ชายวัยสามสิบ คิ้วตายังคงเย็นชา โครงหน้ายังคงคมเข้ม เพียงแต่ภายในดวงตาสะสมสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อาจอธิบายได้มากมาย
เขายืนอยู่ตรงนั้น มองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจก มองแสงไฟทั่วเมืองที่อยู่เบื้องหลังเงาสะท้อน
ไกลออกไป มีพื้นที่หนึ่งที่สว่างไสว ที่นั่นคือทิศทางของโรงพยาบาลกลางเมือง
เขาไม่รู้ว่าซูอวี่หนิงกำลังนั่งอยู่ใต้แสงไฟดวงไหน สวมชุดเจ้าสาวที่คืนนี้ควรจะนุ่งให้เขา ป้อนโจ๊กให้ผู้ชายที่ "บังเอิญ" ต้องการเธอตลอดเวลา
เขาก็ไม่รู้ว่า ตอนที่ผู้ชายคนนั้นดื่มโจ๊กคำนั้นเข้าไป แววตาที่แวบผ่าน คือความ得意 หรือเป็นอะไรอื่น
เขาเพียงแค่มองเงียบ ๆ
มองเมืองที่เขาปกป้องมาสามปี
มองทิศทางที่ผู้หญิงที่เขารักมาสามปีกำลังมุ่งหน้าไป
เป็นครั้งแรกในรอบสามปี เย่เฉินยิ้ม
รอยยิ้มจางมาก จางจนแทบมองไม่ออก
เพียงแต่ไออุ่นสุดท้ายในดวงตา ได้มอดดับลงอย่างหมดสิ้น
เขาหันหลัง เดินไปที่เตียง
กลีบกุหลาบบนเตียงยังคงเก็บกลิ่นน้ำหอมของเธอไว้
เย่เฉินไม่ได้มองเตียงนั้นอีก
เขาก้มตัว ลากกระเป๋าเดินทางที่สะสมฝุ่นบาง ๆ อยู่ใต้เตียงใบหนึ่งออกมา
นั่นคือสัมภาระเพียงชิ้นเดียวที่เขาเอาออกมาจากจวนเทพสงครามเมื่อสามปีก่อน
รูดซิปเปิด พลิกช่องซับใน เขาคลำมือถือเข้ารหัสสีดำเครื่องหนึ่งจากก้นสุด
มือถือเครื่องนั้น ไม่ได้เปิดเครื่องมาสามปีแล้ว
เย่เฉินกดปุ่มเปิดเครื่อง
หน้าจอสว่างขึ้น
เขากรอกรหัสที่มีความยาวถึงสามสิบสองหลักต่อเนื่องกัน
จากนั้นก็กดโทรออกไปยังเบอร์ที่ไม่ได้โทรผ่านมาสามปี
เสียงดังเพียงครั้งเดียว ก็มีคนรับ
ปลายสายไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงหายใจ——เสียงหายใจที่หนักหน่วง
น้ำเสียงเย่เฉินสงบเรียบ
"ฉันอยู่ที่สวนหมายเลขหนึ่งจิงโจว มารับฉัน"
ปลายสายเงียบไปสามวินาที
จากนั้น เสียงหนักแน่นเด็ดขาดก็ดังมาจากปลายสาย——
"ครับ!!!"
วางสาย
เย่เฉินวางมือถือไว้บนขอบหน้าต่าง เงยหน้า มองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงไฟของเมืองไกลโพ้นยังคงระยิบระยับ
ไฟของโรงพยาบาลยังคงส่องสว่าง
เขาไม่รู้ว่าที่นั่นกำลังเกิดอะไรขึ้น และก็ไม่คิดจะสนใจอีก
นอกหน้าต่าง ลมยามค่ำค่อย ๆ พัดแรงขึ้น
ภายในหน้าต่าง เทียนแดงมอดดับ