“พี่รอง ทำไมร้องไห้ล่ะ?”
โจวซ่วงอุทานด้วยความตกใจ
“ใครบอกว่าฉันร้องไห้? ลมในห้องแรงเกินไป ฝุ่นเข้าตาน่ะ”
จ้าวผิงถิงรีบใช้มือเช็ดหางตา
หวังชุ่ยฮวาพูดอย่างสงสารว่า “ลูกเอ๊ย นึกถึงเรื่องเมื่อก่อนอีกแล้วใช่ไหม? เด็กคนนี้ชอบทำให้ตัวเองกลัวอยู่เรื่อย ลูกเป็นลูกบุญธรรมของแม่ ใครกล้ารังแกลูก แม่ไม่ยอมเป็นคนแรก ถ้าไอ้พวกสารเลวนั่นกล้ามาหาเรื่องลูกถึงที่นี่ หลี่ต้าซาน!”
“แม่ ว่ามาเลยครับ”
หลี่ต้าซานลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าพวกนั้นมาหาเรื่องผิงถิงที่นี่ ลูกว่าเราควรจัดการยังไง?”
หวังชุ่ยฮวามองหลี่ต้าซานอย่างจริงจัง รอคำตอบจากเขา
หลี่ต้าซานตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “จะต้องพูดอะไรอีกล่ะครับ? ก็หักฟันมัน ตีขามันให้หัก แล้วทุบซี่โครงมันให้เดาะสิครับ”
จ้าวผิงถิงหลุดหัวเราะพรืดกับคำคล้องจองของหลี่ต้าซาน จนหยุดร้องไห้แล้วหัวเราะออกมา
ซ่งซิ่วหลานตบขาจ้าวผิงถิงเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ผิงถิง อย่าเสียใจมากเลย ทุกอย่างจะดีขึ้น พ่อกับแม่ของเธอไม่ใช่คนเลว สักวันเรื่องของพวกเขาต้องได้รับการตรวจสอบจนกระจ่าง”
จ้าวผิงถิงเม้มปาก ก่อนพูดว่า “แม่ พี่ใหญ่ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอไปพักที่ห้องก่อนนะ”
“ไปเถอะ อย่าคิดมากล่ะ”
หวังชุ่ยฮวาบอกให้จ้าวผิงถิงพักผ่อนให้ดี ถ้าไม่อยากออกมากินข้าว เดี๋ยวจะให้ซุนเหมียวเหมียวยกอาหารไปส่งที่ห้อง
ยามดึกสงัด
หลี่ต้าซานพลิกตัวไปมาบนเตียงเตาอย่างไรก็นอนไม่หลับ
ตอนกลางวัน จ้าวผิงถิงดูเศร้าหมอง หลี่ต้าซานพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ด้านหนึ่ง เธอคงสะเทือนใจกับชาติกำเนิดของตัวเอง
