ในใจมีเรื่องหนึ่งที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าโสมอยู่
หลายครั้งเขาอยากเอ่ยปาก
แต่พอเห็นว่าหลี่ต้าซานไม่มีท่าทีจะพูด จึงกลืนคำที่จ่ออยู่ตรงปลายลิ้นกลับลงไป
ไม่นานนัก
ซ่งซิ่วหลานก็คล่องแคล่วจัดการอุ่นกับข้าวกับปลาใหม่อีกรอบ
ซ่งจินซานให้ภรรยาไปค้นเหล้าขาวที่เหลืออยู่ก้นตู้เก็บชามออกมา
แบ่งกันคนละนิด
ทั้งสามคนได้เหล้าคนละหนึ่งเหลี่ยงกว่า ๆ
“พ่อ คราวหน้าผมจะเอาเหล้าดี ๆ มาฝากพ่อหลายขวด”
หลี่ต้าซานประคองจอกเหล้าด้วยสองมือ แล้วชนเบา ๆ กับพ่อตา
แม้แต่เหล้าขาวก็เหลือแค่สองสามเหลี่ยง
เห็นได้ชัดว่าครอบครัวซ่งมาถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านแทบไม่เหลืออะไรแล้วจริง ๆ
“ขอแค่แกอยู่กับซิ่วหลานให้ดี เรื่องในบ้านไม่ต้องเป็นห่วง พ่อแกยังไม่แก่จนลงนาไม่ไหว ทำงานไม่ไหว อยากดื่มเหล้าก็มีวิธีหาอยู่แล้ว”
ซ่งจินซานจิบเหล้าขาวหนึ่งเหลี่ยงในจอก รู้สึกว่ารสชาติดีกว่าน้ำทิพย์เสียอีก
“ฉันถามหน่อย แกดิ้นยุกยิกอะไรนักหนา อย่างกับหนอน”
ระหว่างกินข้าวคุยกัน ซ่งจินซานสังเกตเห็นว่าซ่งเจี่ยฟ่างมีท่าทีผิดปกติ
ตั้งแต่กลับมาก็เงียบไม่พูดไม่จา แถมสายตายังเหลือบมองหลี่ต้าซานอยู่ตลอด
พอหยิบตะเกียบเริ่มกินข้าว ไอ้หนุ่มนี่ก็ใช้ศอกสะกิดหลี่ต้าซานเป็นระยะ
ริมฝีปากขยับไปมา มองอย่างไรก็เหมือนคนทำเรื่องผิดมา
“พ่อ คือพวกเรา...”
“พ่อ ก็กินกันใกล้เสร็จแล้ว ออกไปเดินเล่นกันหน่อยไหม?”
หลี่ต้าซานเหลือบมองไปทางประตู
