“พวกนายมาจากต่างถิ่น หนีภัยแล้งกันมาสินะ? อย่างที่เขาว่ากัน โจรยังมีจรรยาบรรณ ปล้นคนเขาก็แล้วไป แต่ยังมายืนข่มขู่กันตรงนี้ แถมพูดว่าจะเอาชีวิตเขาอีก ทำไปทำไม?”
หลี่ต้าซานมองคนทั้งกลุ่มด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เขาประเมินได้อย่างเฉียบไวว่า ชายหนุ่มที่เอาแต่ร้องขอความช่วยเหลือคนนี้ต้องมีฐานะไม่ธรรมดา ไม่ก็เป็นคนมีอำนาจ
มองไปทั่วทั้งคอมมูน
คนที่แต่งตัวแบบนี้มีอยู่ไม่กี่คน
นอกจากพวกนายทุนที่ยังไม่ถูกจัดการในกิจการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนแล้ว ที่เหลือก็คงเป็นลูกหลานของเจ้าหน้าที่รัฐ
“นายเป็นใครวะ? มายุ่งอะไรแถวนี้ เชื่อไหมว่าพวกเราจะจัดการนายไปด้วย?”
พอเห็นว่ามีหลี่ต้าซานอยู่คนเดียว ชายเร่ร่อนจากด่านทั้งสี่คนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถึงพวกเขาจะหิวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แทบไม่มีแรง
แต่สี่คนจัดการคนเดียวก็สบายมาก
หลี่ต้าซานพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันเป็นใครไม่สำคัญ เรามาตกลงกันหน่อย พวกนายเอาของมีค่าบนตัวเขาไป แล้วอยากไปไหนก็ไป แต่อย่าทำร้ายเขา”
ถึงหลี่ต้าซานจะพกปืนพกติดตัวมา
แต่ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็น เขาก็ไม่อาจชักปืนกระบอกนี้ออกมาได้ง่าย ๆ
ข้อแรก ปืนพกบราวนิงเป็นของที่เอาออกมาให้ใครเห็นไม่ได้
ถ้ามีเสียงปืนดังขึ้นแถวนี้ ต่อให้แค่มีคนผ่านไปมา พวกเขาก็ต้องแวะมาดูสถานการณ์แน่
ข้อสอง ในมือเขาเป็นปืนพก ไม่ใช่ปืนกลมือ
ไม่มีทางยิงถล่มคนพวกนี้ให้หมดได้ภายในวินาทีเดียว
ชายเร่ร่อนสองคนยืนประกบชายหนุ่มอยู่ซ้ายขวา ทันทีที่หลี่ต้าซานลงมือ อีกสองคนที่เหลือก็อาจจับชายหนุ่มเป็นตัวประกัน หรือไม่ก็ทำให้เขาบาดเจ็บได้
