บทที่ 11 ทำไมไม่ฆ่ามันเสียล่ะ?
เช้าวันถัดมา เวลา 6 โมงครึ่ง
กระแสพูดถึงการนับถอยหลังของซีซื่อบนอินเทอร์เน็ตค่อย ๆ ซาลง ชีวิตในเมืองยังคงดำเนินต่อไป ผู้คนก็ยังต้องมีชีวิตอยู่
คนที่ตื่นเช้าออกเดินทางไปทำงานกันแล้ว แผงขายอาหารเช้าตรงหัวมุมถนนก็มีไอร้อนลอยขึ้นมาตั้งแต่เช้า
“เสี่ยวหลงเปา 50 ลูก ไข่พะโล้ 1 ฟอง น้ำเต้าหู้ 2 แก้ว เพิ่มน้ำตาลเยอะ ๆ กินที่นี่เลย!”
เสียงจ่ายเงินด้วยการสแกนรหัสดังขึ้น ตู้เจวียนเหลือบมองเด็กสาวมัธยมปลายที่เดินเข้าร้านอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะละสายตาแล้วรีบยกเข่งเสี่ยวหลงเปาทีละเข่งไปเสิร์ฟ
ต่างจากเมื่อคืนที่สวมเพียงหน้ากากอนามัย วันนี้ตู้เจวียนยังสวมแว่นกันแดดอีกคู่ ใบหน้าถูกปิดบังมิดชิด แม้แต่แขนที่พ้นแขนเสื้อสั้นออกมาก็ยังถูกคลุมด้วยปลอกแขนกันแดด มีเพียงหลังมือที่ปิดไม่มิด เผยให้เห็นรอยเขียวช้ำจาง ๆ
“น้ำมันพริก น้ำส้มสายชู แล้วก็ผักดองอยู่ที่โต๊ะเครื่องปรุง ตักได้ตามสบายค่ะ” ตู้เจวียนพูดจบก็กลับไปยืนข้างแผง ทว่าอดหันไปมองเด็กสาวมัธยมปลายไม่ได้
อีกฝ่ายไม่เงยหน้าขึ้นมา กินเสี่ยวหลงเปาทีละสองลูกอย่างกับผีหิวโซกลับชาติมาเกิด
ตู้เจวียนหันกลับมา ไม่นานก็ไม่มีเวลาสังเกตเด็กสาวอีก ลูกค้าเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบสิบโมงจำนวนลูกค้าถึงลดลง ในที่สุดเธอก็พอมีเวลาว่างขึ้นบ้าง
ยังเหลือซาลาเปากับหมั่นโถวอยู่บ้าง ตู้เจวียนยืนเหม่ออยู่ข้างแผง ไม่รู้กำลังคิดอะไร
“รบกวนห่อหมั่นโถวให้ฉันอีก 20 ลูกนะคะ ถ้ายังมีซาลาเปาเหลืออยู่ ไส้อะไรก็ได้ ห่อให้ 50 ลูกด้วยค่ะ”
ตู้เจวียนมองเด็กสาวมัธยมปลาย ไม่ได้ถามว่าจะกินหมดหรือไม่ เพราะว่า…อีกฝ่ายเพิ่งเขมือบเสี่ยวหลงเปา 50 ลูกในรวดเดียว แถมยังขอหมั่นโถวหมักแป้งเก่าอีก 3 ลูก
