ไม่นาน ทั้งสี่คนก็กระจายตัวไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว
เฉินเอ้อหู่เอามือไพล่หลัง ทำเป็นเดินทอดน่องไปที่รถอุปกรณ์คันหนึ่ง
ผู้คุ้มกันสองคนที่อยู่ข้างรถเหลือบมองเขา
เฉินเอ้อหู่ยิ้มเซ่อถามว่า “กินข้าวหรือยัง?”
ทั้งคู่ถลึงตาใส่ ไม่พูดอะไร
เฉินเอ้อหู่ยังยิ้มแสยะ “หรือว่ากินแล้วยังไม่อิ่ม? หน่วยทำอาหารของเราทำแพนเค้กชิ้นเบ้อเริ่ม หอมฉุยเลยนะ สนใจชิมหน่อยมั้ย?”
มุมปากของทั้งสองกระตุก นี่มันโง่มาจากไหนวะ?
เลยหันหน้าหนี ไม่มองดีกว่า
พอเห็นจังหวะ เฉินเอ้อหู่ก็รีบควักระเบิดออกมาจากหว่างขา แล้วแปะที่ใต้ท้องรถอย่างรวดเร็ว
เสร็จแล้วก็ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที “ผมพูดจริงนะ ถ้าพวกคุณหิว ก็ไปกินแพนเค้กที่หน่วยทำอาหารได้ ไม่อร่อยมาฟ้องผมได้เลย!”
ผู้คุ้มกันสองคน: “…”
ทางตะวันตกของค่าย หวังหย่งมองรถสื่อสารที่มีการ์ดอยู่เต็มห้อมล้อมแล้วปวดหัว “คนเยอะขนาดนี้ จะติดระเบิดยังไงวะเนี่ย?”
เขาลูบเนื้อลูบตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก็เกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมา
หวังหย่งรีบปลดกระติกน้ำที่เอวออก
ไปล่ะเว้ย!
กระติกน้ำกลิ้งตุ๊บ ๆ เข้าไปใต้ท้องรถเหมือนลูกโบว์ลิ่ง
หวังหย่งวิ่งไปอย่างลนลาน แล้วพูดกับผู้คุ้มกันคนนึงว่า “น้องชาย กระติกผมพึ่งกลิ้งเข้าไปใต้ท้องรถนา ช่วยหยิบให้หน่อยได้มั้ย?”
ผู้คุ้มกันมองเขา แต่ไม่พูด
หวังหย่งยิ้มเจ้าเล่ห์ “ช่วยหน่อยนา?”
ผู้คุ้มกันถลึงตาใส่ “หยิบเองไม่เป็น?”
หวังหย่งกลอกตามองบน แต่ในใจกำลังฉลองยิหวาเลย
รีบแอ่นก้นมุดเข้าไปใต้รถทันที
ระหว่างเก็บกระติกนั่นแหละ เอาระเบิดออกมาแปะที่ใต้ท้องรถเลย
ออกมาแล้วถือกระติกน้ำ ก่อนเดินจากไป ยังหันไปก่นใส่ผู้คุ้มกันสองสามคนว่า “ขี้งกชะมัด!”
เหล่าผู้คุ้มกันไม่แม้แต่จะชายตามอง เลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจไปเลย
