สองชั่วโมงต่อมา
รถ “ขนส่งศพ” หลายคันแล่นเข้ามาในจุดพักรบของฝ่ายกำกับการฝึก
ประตูรถเปิดออก คนในกรมเสือทยอยลงมาจากรถ
ร้อยโทคนหนึ่งมองไปที่โจวจงอี้ซึ่งยืนอยู่หน้าสุด แล้วตะโกนอย่างไม่ใส่ใจ “ไป ๆ ไปทางนั้น ที่นั่งเตรียมไว้ให้แล้ว! ขยับเข้าไปข้างในหน่อย พวกแกยืนขวางประตูอยู่ คนข้างหลังจะเข้าสิ”
จางเจี้ยนเทาเดือดปรี๊ดทันที “เหี้ย! แกพูดกับหัวหน้าพวกเราแบบนี้เหรอ?”
ร้อยโทหัวเราะฮ่า ๆ “ขออภัยด้วยนะครับ พอดีผมพูดกับคนตายเป็นแบบนี้มาตลอดน่ะ เก่งจริงก็อย่าตายสิ?”
ทุกคนตาแทบพ่นไฟ
มีพวกเลือดร้อนไม่กี่คน ถลกแขนเสื้อเตรียมเปิดศึก
“พอแล้ว!” โจวจงอี้ตะคอกเสียงเย็น “ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือโจร แพ้แล้วก็แพ้ มีอะไรต้องเถียงอีก? เดินเข้าไป!”
ทุกคนถลึงตาใส่ร้อยโทก่อนจะตามโจวจงอี้เข้าไปในกรง
เพิ่งก้าวเข้าไปข้างใน คนที่อยู่ข้างนอกก็ปิดประตูกรงทันที
ร้อยโทกวาดตามองพวกเขาก่อนเดินจากไป “ฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่อารมณ์เสียไม่เบา ตายแล้วยังจะทำท่าให้น่าดูอีกเหรอ?”
“ไอ้เหี้ย อย่าหนีนะ!”
จางเจี้ยนเทาตะโกนใส่หลังเขา “แน่จริงกลับมานี่เลย ฉันจะฉีกปากแกซะ!”
หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการปลอบ “ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ มาแล้วก็มา จะตะโกนไปก็ไม่มีประโยชน์ เราตายกันหมดแล้ว”
ผู้กองหมวดสามทุบมือลงบนราวเหล็ก ยิ่งคิดก็ยิ่งอัดอั้น “ฝ่ายน้ำเงินนี่มันขี้โกง! รบแบบกำลังรบปกติแท้ ๆ ไปเอาหน่วยรบพิเศษมาได้ไง?”
“นั่นสิ!” ผู้กองหมวดห้าพูดอย่างหัวเสีย “ก่อนฝึกอย่างน้อยก็ควรแจ้งล่วงหน้า เราจะได้เตรียมตัวได้บ้าง ไม่ใช่พอพวกมันบุกมาแล้วเราไม่มีทางตั้งรับเลย”
โจวจงอี้สูดลมหายใจลึก “เลิกพูดกันได้แล้ว ว่ากันตามตรง ก็ต้องโทษพวกเราเอง จุดประสงค์ของการฝึกก็คือจำลองสงครามจริงนี่? ถ้าศัตรูจะบุกจริง ๆ เขาจะแจ้งให้เรารู้ล่วงหน้าหรือเปล่า?”
ทุกคนเงียบกริบ อัดอั้นโมโหไว้เต็มอก
แม้จะรู้เหตุผลดี แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัด
ยังไงซะ พวกเขาก็ได้แค่ระบายกับผู้บังคับบัญชาเท่านั้น
ถ้ามีลูกน้องมาบ่นบ้าง พวกเขาก็ต้องห้ามปรามเหมือนกัน
ถึงจะแพ้ ขวัญทหารก็ห้ามเสีย
“หาไรอยู่?”
ตรงมุมหนึ่ง หวังไห่เห็นจางเจี้ยนเทากวาดตามองหาใครสักคนในฝูงชน เลยถามด้วยความสงสัย
จางเจี้ยนเทาฉงน “เห็นหลินฮุยกับสวีต๋ามั้ย?”
