เช้าวันรุ่งขึ้น
เหล่าทหารใหม่ก็ยังคงเหมือนเดิม
จัดแจงกิจวัตรส่วนตัวเสร็จ กินข้าวเช้าแล้ว ก็เริ่มฝึกภาคเช้า
บนสนามฝึก สวีต๋าพูดเสียงดังลั่น “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก่อนเริ่มฝึกภาคเช้า เราจะเพิ่มการวิ่งสามกิโลเมตร มีเป้าหมายเดียวคือ เพิ่มสมรรถภาพร่างกายของพวกนาย!”
ทุกคนเริ่มซุบซิบกันทันที!
“ไม่เอาน่า ซ้อมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังจะเพิ่มวิ่งอีกสามโล?”
“ยิงฉันให้ตายซะดีกว่า”
“สามกิโลเนี่ยนะ เอาเรื่องเลย!”
หลินฮุยไม่ได้ปริปาก เพราะเขารู้ดี
ที่ประเทศเยียน การวิ่งเป็นพื้นฐานของทหารทุกนาย
ตั้งแต่ระดับนายพลยันพลทหาร ทุกคนต้องวิ่งได้ นี่คือธรรมเนียมที่สืบทอดมาจากยุคสงคราม
ทั่วโลก ไม่มีทหารชาติไหนวิ่งสู้ทหารประเทศเยียนได้
หลินฮุยรับกรรมมาเต็ม ๆ เพราะพ่อของเขาบังคับให้วิ่งวันละห้ากิโลตั้งแต่เด็ก วิ่งไม่ไหวก็หวดด้วยเข็มขัด...
สวีต๋าหน้าดุ ดุสุด ๆ “จะร้องทำไม? คนเป็นทหารบ้านเรา ทุกคนต้องวิ่งได้ นี่คือสมรรถภาพขั้นพื้นฐานสุด ๆ วิ่งไม่ครบจะปกป้องชาติปกป้องบ้านเมืองได้ยังไง? ถ้างั้นก็ไม่ต้องเป็นทหารแล้ว กลับบ้านไปเป็นเด็กดีของแม่ซะ!”
ทุกคนเงียบกริบทันที!
หวังหย่งบ่นอุบอิบ “วิ่งเร็วขนาดนั้น ข้าศึกมาจะได้หนีทันรึไง? อะไรก็โยงเข้าเรื่องชาติได้นะ!”
“ว่าไงนะ?” สวีต๋าจ้องเขม็ง
หวังหย่งตกใจรีบตอบ “รายงานหัวหน้าหมวดครับ ผมว่าท่านพูดถูกต้องที่สุดเลย!”
สวีต๋าส่งเสียงเย็นชา แล้วพูดต่อ “เมื่อวานฉันบอกไปแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ในการฝึกซ้อม นอกจากคนที่ได้ที่หนึ่งจะได้พัก คนอื่นต้องฝึกต่อไปจนกว่าจะตามที่หนึ่งให้ทัน!”
“เข้าใจมั้ย?”
“ครับ...” ทุกคนตอบอย่างอ่อนระโหย หวังหย่งกัดฟันกรอด
“ไอ้เวรนี่อีกแล้วนะ ฉันจะกระทืบแกให้ได้สักวัน!”
หลินฮุยทุกข์ใจจะแย่ คำด่าพร้อมเพรียงกันเป็นหมื่น ๆ คำแทบจะหลุดออกจากปาก!
นี่จงใจผลักฉันให้เป็นศัตรูกับสาธารณชนชัด ๆ เลยนะ?
แต่หลินฮุยกวาดตามามองรอบ ๆ พบว่านอกจากไอ้ตัวแสบหวังหย่งที่จ้องเขาอยู่ คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงอะไร
เขาแอบโล่งอก โชคดีที่ในหมู่เข้ากับคนอื่นได้ดี วิธีปลุกเร้าของสวีต๋าเลยไม่ได้ผล
