จูชิงอวี๋คลำหามือของจางเซิ่นในผ้าห่ม แล้วพลิกตัวกอดแขนเขาไว้ พลางเอ่ยปลอบเบาๆ ว่า
"ข้ามิเคยเสียใจเลย เป็นข้าไม่รู้ว่าในโลกนี้จะมีผู้ใด เป็นสามีได้ดีไปกว่าเจ้า การได้พบเจ้าเป็นโชคของข้า ต่อให้วันนั้นเจ้าจะเป็นคนจัดการสินสอดให้ ข้าก็มิยอมแต่งกับผู้อื่นอยู่ดี"
นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของจูชิงอวี๋
การมีชีวิตรอดคือสิ่งสำคัญที่สุด และสตรีโสดคนหนึ่งจะอยู่รอดในโลกนี้ตามลำพังได้ ย่อมต้องพบเจออุปสรรคและความมุ่งร้ายมากมาย
นางโชคดีนักที่บุคคลแรกที่พบเมื่อข้ามภพมาคือจางเซิ่น หากไร้ซึ่งการช่วยเหลือและปกป้องของเขา เมื่อสองปีก่อนนางคงต้องตายด้วยน้ำมือของคนมีอำนาจบางคนไปแล้ว
สองปีมานี้ จางเซิ่นอ่อนโยนและเอาใจใส่ดีต่อนางยิ่ง มิเคยให้ต้องทุกข์ร้อนในเรือนหลัง ทั้งมิเคยขาดตกบกพร่องด้านข้าวปลาอาหารและเครื่องใช้ ทั้งยังออกเงินให้นางเปิดโรงหมออีก นางไม่รู้ว่าตนจะมีอะไรให้ต้องไม่พอใจอีก
สามีภรรยามิจำเป็นต้องมีความรักใคร่ฉันชู้สาว อยู่กันฉันญาติมิตร ก็ย่อมยืนยาวไปได้
จูชิงอวี๋พูดจริงใจ แต่ไม่รู้ว่าจางเซิ่นมิได้ใส่ใจหรือเครียดอยู่ในใจ หรือเพราะได้รับไอเย็น ในยามดึกก็เกิดไข้ขึ้นมา นอนซมอยู่หลายวัน
จางเซิ่นยังคิดจะไปที่ร้านเพื่อตรวจบัญชี จูชิงอวี๋ก็กดตัวเขาไว้ในผ้าห่ม ไม่ให้ลุก
"เจ้าดื่มยาแล้วพักรักษาตัวเสียบ้าง มิได้รึ อากาศหนาวถึงเพียงนี้ อย่าวุ่นวายไปเลย"
จางเซิ่นป่วยมาตั้งแต่เล็ก สภาพร่างกายตนย่อมรู้ดี เขาก็อยากมีชีวิตอยู่อีกหลายปี มิกล้าฝืน จึงว่า
"เช่นนั้นเจ้าช่วยข้าไปหน่อยเถิดนะ ดีหรือไม่"
เดิมทีตกลงกันไว้ว่า ต่างคนต่างช่วยเหลือปกปิดกัน การแต่งงานนี้มิใช่เรื่องจริง
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด จางเซิ่นเริ่มให้จูชิงอวี๋เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูลจางอย่างจงใจ ทั้งพานางไปพบผู้จัดการสาขาต่างๆ ของจางทั้งในเมืองหลวง ทั้งสอนให้ดูบัญชี
อย่างที่จางเซิ่นเคยว่าไว้แต่เดิมก็คือ
"หากข้าเกิดตายกะทันหันขึ้นมาเล่า เจ้าจะได้ไม่ต้องไม่รู้จักธุรกิจบ้านเรา ปล่อยให้คนอื่นหลอกลวงยักยอกไป"
การตรวจบัญชีก็มิใช่ครั้งแรกที่จูชิงอวี๋ทำ นางจึงตอบตกลง
"เช่นนั้น ข้าจะไปตรวจบัญชีเอง เจ้าพักผ่อนเสียเถิด"
ดังนั้นจูชิงอวี๋จึงยุ่งวุ่นวายอยู่เช่นนี้ พอจางเซิ่นหายป่วย นางก็ไม่กล้าให้เขาตรากตรำคนเดียว คอยอยู่ช่วยจัดการธุระในเมืองหลวงจนเรียบร้อย ก็ถึงวันที่เก้า เดือนสิบ
ในช่วงฤดูหนาว ในเมืองหลวงที่คึกคักวุ่นวายนั้น แต่ละบ้านต่างก็ยุ่งจนมิอาจละวางสิ่งใด
ในวันที่เก้าเดือนสิบ กู้เจาก็ยุ่งถึงขั้นออกจากวังในเวลาใกล้ที่จะลงกลอนปิดประตูวัง เมื่อกลับมาถึงจวนกั๋วกง ซัดอาหารมื้อค่ำและชำระล้างเสร็จ ก็ใกล้จะถึงยามไห่แล้ว
เวลาขนาดนี้แล้ว กู้ไท่ฮูหยินกลับยังไม่นอน ให้มามาเข้าไปถามที่ห้องหนังสือเรือนหน้าว่า
"ไท่ฮูหยินถามว่า พรุ่งนี้ซื่อจื่อจะอยู่ที่จวนหรือไม่ จะจัดให้คุณหนูเหยียนยกน้ำชาคารวะพรุ่งนี้ ได้หรือไม่"
พักนี้กู้เจายุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท บัดนี้มามามาถามถึงตรงหน้า จึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้
จริงด้วย วันที่สิบเดือนสิบเป็นวันหยุดพักงาน เมื่อก่อนรับปากท่านย่าไว้แล้ว
ที่แท้ นางแซ่เหยียน
กู้เจาว่า
"พรุ่งนี้กลางวัน ข้าติดนัดหมายไว้แล้ว จัดเป็นเวลายิ่วโหยวเถิด เจ้าไปบอกท่านย่าว่า ยามยิ่วโหยวข้าจะกลับมา ไปที่เรือนหลัง"
มามามิได้มามือเปล่า ยังนำสิ่งของมาด้วย
"เจ้าค่ะ ไท่ฮูหยินยังกำชับว่า ถึงแม้จะให้คนไปสอนแล้ว แต่คุณหนูเหยียนเดิมเป็นเด็กในครอบครัวบัณฑิต เด็กสาวขี้อาย เข้าใจไม่มาก ไม่ใคร่ถี่ถ้วน ขอให้ซื่อจื่อเห็นแก่ความลำบากนางให้มากหน่อย"
สิ่งที่มามาส่งมา คือตำราสองสามเล่ม
ส่งมามากลับไปแล้ว กู้เจาพลิกอ่านตำราพวกนั้น จึงได้รู้ว่า ท่านย่ามิได้กังวลว่าฝ่ายหญิงไม่เข้าใจ ชัดเจนว่าเป็นห่วงว่าเขาไม่เข้าใจ
มามาส่งหนังสือสังวาสให้
กู้เจาแต่ก่อนไม่เคยดูของพวกนี้จริงๆ สาเหตุหลักคือสถานการณ์มิอำนวย
ตั้งแต่จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันเริ่มการศึกษา กู้เจาก็เป็นสหายร่วมศึกษาขององค์ชายรัชทายาท พำนักอยู่ในวังตลอดปี มิได้อยู่ที่จวนนาน
ตอนนั้นกุ้ยกุ้ยเฟยกับองค์ชายรองกำลังมีอำนาจรุ่งเรือง องค์จักรพรรดิ์องค์ก่อนมีพระดำริจะเปลี่ยนผู้สืบทอดราชบัลลังก์แล้ว กู้เจาระแวดระวังกิริยาวาจา อยากจะใช้มาตรฐานปราชญ์มาเรียกร้องตน ทุกวันในวังล้วนอยู่ในภาวะกดดันสูง มิบังอาจพลาดพลั้งเลยสักนิด กลัวแต่จะถูกจับผิดได้ จนเปิดช่องให้จักรพรรดิ์องค์ก่อนหาประโยชน์ ได้ข้ออ้างในการล้มองค์รัชทายาท
ดังนั้นต่อให้ดูหนังสือสังวาสก็ตาม หรือแม้แต่นางในในวัง เขาก็ไม่เคยมองมากไปสักครั้ง
สามปีก่อน กุ้ยกุ้ยเฟยและองค์ชายรองสิ้นพระชนม์ด้วยโรคระบาดทั้งคู่ จักรพรรดิ์องค์ก่อนเกือบจะเสียพระสติ เพื่อปกป้องจักรพรรดิ์องค์ปัจจุบัน กู้เจาจำต้องบวชตามพระบัญชา เข้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา ก็ยิ่งจะไม่แตะต้องของทางโลกพวกนี้
เวลาเปลี่ยน ณ บัดนี้เมื่อท่านย่าส่งมาให้ กู้เจาก็มิได้เจาะจงหลีกเลี่ยง ฉวยเวลาว่างก่อนนอน นั่งตรงหน้าโต๊ะหนังสือ พลิกทีละหน้าทีละหน้า ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนดูฎีกาในสำนักกรมใน
ผู้ติดตามประจำตัวเข้ามาจัดการที่นอนให้กู้เจา เห็นท่าทางของซื่อจื่อที่จุดเทียนอ่านหนังสือปราชญ์เช่นนี้แล้ว เกรงว่าจะรบกวนธุระของซื่อจื่อ มิบังอาจส่งเสียงแม้แต่นิด เงียบกริบเดินออกไปอีกครั้ง
กู้เจาทำสิ่งใดมิเคยละทิ้งกลางคัน เมื่อเริ่มแล้วต้องทำให้เสร็จ จึงอ่านจนดึก อ่านหนังสือทั้งสิ้นที่ท่านย่าส่งมาจนหมด ถึงได้พัดเทียนเข้านอน
ตอนอ่านไม่รู้สึก เมื่อนอนลงแล้ว กู้เจ้าถึงได้สังเกตว่าลมหายใจของตนไม่ใคร่ราบรื่น ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดนี้ หัวใจเต้นแรงเห็นได้ชัด แม้แต่ฝ่ามือยังชุ่มไปด้วยเหงื่อบางๆ
ผู้คนย่อมมีความต้องการทางกามและทางอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องปรกติวิสัย กู้เจามิได้ใส่ใจกับความร้อนรุ่มนี้ เข้านอนไปตามนั้น
เมื่อหลับไปแล้ว ถึงจะยิ่งรู้ถึงฤทธิ์เดช แรงส่งนั้นรุนแรงนัก
ตลอดคืน ในฝันนั้นมีแต่ราตรีแห่งเสียงดนตรีและสุราอย่างโอ่อ่า ห้อมล้อมด้วยหญิงงามผู้มีเสน่หาไร้ที่ติ ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง กู้เจาในท่ามกลางความรัญจวนอันหาที่สุดมิได้ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับหอบหายใจอย่างแรง
เอามือลูบข้างลำคอ เหงื่อชุ่มไปทั้งมือ
แต่ก่อนก็มิใช่ว่าจะไม่เคยฝันหวานเช่นนี้ แต่ส่วนมากจะเป็นเศษเสี้ยวที่เลือนราง
ไม่เคยเหมือนเมื่อคืน ที่ใบหน้าของสาวงามปรากฏชัดดุจอยู่ตรงหน้า เสียงพร่ำครวญแผ่วเบายั่วยวนใจดุจอยู่ข้างหู จริงจนเหมือนเกิดขึ้นจริง ทั้งสด ชุ่มชื้น
ผู้ติดตามประจำตัวได้ยินเสียง จึงถามเบาๆ อยู่นอกประตู
"ซื่อจื่อ จะตื่นหรือไม่ขอรับ"
กู้เจามิได้ลุกขึ้นทันทีเช่นเคย ฝันหวานที่หลงเหลือจากคืนวานยังคงละเมียดละไมในจิตใจ ความพึงพอใจที่ยังมิทันจางหายห่อหุ้มร่างกายไว้ ทำให้เขามิอาจขยับตัวและไม่อยากขยับตัว ถึงกับมีความหวนรำลึกและอาลัยอาวรณ์ ยิ่งยากที่จะรู้สึกตัวโดยเร็ว
โชคดี ที่เป็นเพียงแค่ในความฝัน
และยังดีที่ ในฝันเป็นการล่วงเกินกับคนในเรือนของตน
ดังนั้น จึงเป็นไปตามครรลอง มิใช่เรื่องที่เกินเลย
อีกครู่หนึ่ง กู้เจ้าจึงถอนหายใจยาว สีหน้าเรียบเฉยดังเดิมลุกขึ้น ด้านหนึ่งหาเสื้อผ้าเปลี่ยนเองจัดการเก็บกวาดความยุ่งเหยิงของตน ด้านหนึ่งถามผู้ติดตามว่า
"เวลาใดแล้ว"
ผู้ติดตามว่า
"รายงานซื่อจื่อ ใกล้ยามเฉินแล้วขอรับ"
ยามเฉิน จากนี้ถึงยามยิ่วโหยวอีกห้าชั่วยาม
จู่ๆ กู้เจาก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ที่จริงกลางวันดื่มชาก็ได้
เวลาที่จัดไว้แล้ว ก็เปลี่ยนลำบาก นัดหมายที่มีอยู่เดิมในกลางวัน ก็ยังต้องไปงาน
เที่ยงวันไปงานเลี้ยงของสหายที่หอจุ้ยเซียนลวจนเสร็จ ควรจะกลับจวนแล้ว กู้เจากลับเปลี่ยนเส้นทางม้า มุ่งหน้าไปถนนจูเชวี่ย
เขานึกถึงตอนที่พบนางครั้งนั้น ก็ดูเรียบง่ายเกินไป
ท่านย่าว่านางครอบครัวประสบภัย ทางจวนซื้อนางมา ก็เกรงว่านางจะเข้าวังมาด้วยมามือเปล่า ไม่มีสิ่งมีค่าติดตัว สิ่งที่ใช้ล้วนเป็นของปันส่วนในจวน
แม้มิใช่การแต่งภรรยาเอก แต่อย่างไรก็เป็นผู้ที่จะร่วมชีวิตด้วยต่อไป กู้เจาจึงคิดว่า แม้จะไม่มีเกี้ยวแปดคน วันนี้ยกน้ำชาคารวะตามระเบียบ ก็ควรหาเครื่องประดับดีๆ ให้นางสักหน่อย
บรรดาคุณหนูในเมืองหลวงซื้อเครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ล้วนอยู่ที่ถนนจูเชวี่ย กู้เจาไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ก็มิรู้ว่าร้านไหนดี จึงเลือกร้านที่หน้าตาโอ่โถงหรูหราที่สุด เข้าไปในร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง
เพิ่งเข้าประตู ก็เห็นสตรีในฝันเมื่อคืน ที่รอยยิ้มงดงามอ่อนหวานยิ่งนัก ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ในมือชูปิ่นทองฝังหยกสองอันส่องดูใต้ไฟ ท่าทางลังเล มิรู้ว่าควรเลือกอันไหน